post

เรียนรู้วิธีการดูแลตัวเองก่อนการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

การออกกำลังกาย ถือเป็นกิจกรรมที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยให้ความสนใจ เนื่องจากในปัจจุบันผู้คนหันมานิยมให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกายกันเพิ่มมากขึ้น ด้วยปัญหามลพิษ และโรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการวิ่งก็ถือเป็นกิจกรรมการออกำลังกายประเภทหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องรอใครมาออกด้วยกัน สามารถที่จะวิ่งได้เลยด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในร่มหรือกลางแจ้ง ดังนั้นหากใครที่กำลังเริ่มต้นวิ่ง หรือเพิ่งจะเข้าวงการนี้มา สิ่งที่ควรจะต้องรู้เป็นอันดับต้น ๆ ก็คือวิธีการดูแลร่างกายตนเองทั้งก่อนและหลังการวิ่ง ว่าควรจะต้องมีวิธีการอย่างไรบ้าง ซึ่งในบทความนี้เราก็มีวิธีการดูแลตัวเองก่อนการวิ่งมาฝากกันด้วย

วิธีดูการแลตัวเองก่อนการวิ่ง ทำอย่างไรไปดู

              ขึ้นชื่อว่าการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ การวิ่งเพื่อเป็นการฝึกซ้อมร่างกายเพื่อไปแข่งตามรายการแข่งขันต่าง ๆ ทั้งระยะใกล้ หรือระยะไกล การดูและตัวเอง และการเตรียมร่างกายตนเองให้พร้อมก่อนการวิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากนักวิ่งท่านใดที่เตรียมพร้อมร่างกายไม่มากพอแล้วนั้น อาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บขึ้นได้ ซึ่งนั่นอาจจะผลเสียต่อสุขภาพร่างกายมากกว่าผลดีในระยะยาวก็เป็นได้ ดังนั้นเราไปดูกันดีกว่าว่าเราจะสามารถทำอะไรอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของเราพร้อมแล้วสำหรับการออกวิ่ง

  1. การเลือกอุปกรณ์ที่ใช้ในการวิ่งที่จำเป็นให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เช่น การเลือกรูปแบบของรองเท้าให้เหมาะสมกับลักษณะของเท้าตนเอง เพราะแน่นอนว่าการวิ่งไม่ได้ใช้อะไรมากไปกว่ารองเท้าสำหรับใส่วิ่ง ที่สามารถช่วยป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้กับเท้าของเรา และที่สำคัญ คือ สามารถช่วยลดแรงกระแทกที่อาจจะเกิดขึ้นขณะวิ่งต่อข้อเท้า และข้อเข่าของเรานั่นเอง ดังนั้น การเลือกรองเท้าจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่นักวิ่งควรให้ความใส่ใจ
  2. การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อันที่จริงเรื่องโภชนาการเป็นเรื่องที่สำคัญมากอยู่แล้วสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับนักวิ่งนั้น นอกจากการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าสารอาหารสูงในทุก ๆ วันแล้วนั้น ในวันที่ต้องมีการแข่งวิ่งจริง ๆ ก็ควรที่จะรับประทานอาหารก่อนวิ่งอย่างน้อยซัก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายสามารถนำพลังงานที่ได้จากอาหารนั้น ๆ ไปเป็นแรงขับเคลื่อนในการวิ่ง ยกตัวอย่างอาหารที่ควรรับประทานก่อนวิ่ง ได้แก่ กล้วยหอม เพราะหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ากล้วยหอมนั้นเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูงแถมกินเข้าไปแล้วยังไม่รู้สึกแน่นท้องเหมือนอาหารประเภทอื่น ๆ อีกด้วย
  3. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนการวิ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเปรียบเหมือนการกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวและพร้อมสำหรับการออกกำลังกาย นอกจากนี้ประโยชน์ของการยืดกล้ามเนื้อมีด้วยกันหลายประการ เช่น ช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อมีอาการบาดเจ็บได้ อีกอย่างหากมีการวอร์มร่างกายเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อในส่วนที่ได้ออกแรงไปนั้นฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย แม้แต่การนั่งเล่นเกมที่ VWIN ก็ตาม เราแนะนำให้คุณควรหาจังหวะลุกขึ้นยืดเหยียดร่างกายดูบ้างเช่นกัน
  4. การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ คงไม่ดีแน่ ๆ หากพาร่างกายที่ยังพักซ่อมแซมได้ไม่เต็มที่ไปออกกำลังกายที่ต้องใช้พละกำลังค่อนข้างมาก เพราะจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าการไม่ออกกำลังกายเสียอีก
  5. การเตรียมจิตใจให้พร้อม เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการวิ่งไม่ว่าจะเป็นระยะทางใกล้ หรือไกล ต่างก็ต้องใช้ความมานะอุตสาหะในการที่จะไปให้ถึงยังจุดหมายปลายทางด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นเตรียมใจให้พร้อม ให้มั่นใจว่าเราจะเป็นหนึ่งในคนที่เข้าเส้นชัยได้อย่างแน่นอน

              เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวิธีการดูแลตัวเองในแบบต่าง ๆ ก่อนการวิ่ง หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้นักวิ่งหน้าใหม่ ๆ ยังมีแรงและกำลังใจที่ยังอยากจะวิ่งกันต่อไป เพราะการออกกำลังกายนั้น เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์แน่นอนหากทำอย่างถูกต้อง และถูกวิธี

post

รู้หรือไม่ “มาราธอน” มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร

กระแสการออกกำลังกายด้วยการวิ่งกำลังมาแรงมากในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้มีการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศลจากพื้นที่จังหวัดยะลาดินแดนใต้สุดของประเทศไทย ไปจนถึงจังหวัดในพื้นที่เหนือสุดแดนสยามอย่างเชียงราย โดยรวมระยะทางวิ่งทั้งหมดประมาณกว่า 2,191 กิโลเมตร ในโครงการที่มีชื่อว่า “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” เพื่อหาเงินบริจาคให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งแกนนำหลักที่เป็นตัวตั้งตัวตีทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นมา ก็คือ “นายอาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน บอดี้แสลม” นักร้องเพลงร็อคชื่อดังระดับแถวหน้าของประเทศไทย และจากกระแสของโครงการนี้นี่เองที่ทำให้การวิ่งมาราธอนได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่เพื่อน ๆ รู้กันหรือไม่ว่า “มาราธอน” นั้น จริง ๆ แล้วมีประวัติความเป็นมา ที่ไปที่มาเป็นอย่างไร

ตำนาน “มาราธอน” ก่อกำเนิดขึ้นจากสงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย

มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของมาราธอนอย่างแพร่หลายว่ากว่าเมื่อ 2,500 ปีก่อน ในสมัยที่เกิดสงครามระหว่างกองทัพกรีกกับเปอร์เซีย ณ พื้นที่ทุ่งมาราธอนนั้น ได้มีนายทหารคนหนึ่งของกองทัพกรีกซึ่งมีชื่อว่า
ฟีร์ดิปปิเดซ (Pheidippides) ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข่าวให้แก่ชาวเมืองกรีกที่กรุงเอเธนส์ให้ทราบถึงชัยชนะที่กองทัพกรีกมีเหนือกองทัพเปอร์เซีย ทั้งยังต้องการส่งข่าวให้ชาวเมืองคอยระแวดระวังทหารของกองทัพเรือเปอร์เซียเพิ่มเติม เพื่อความไม่ประมาทอีกด้วย แต่เนื่องจากระยะทางจากทุ่งมาราธอนมาถึงเมืองเอเธนส์นั้นค่อนข้างไกลมากสำหรับการวิ่งอย่างยาวนานโดยไม่ได้พักเลยประมาณ 40 กิโลเมตร (24.85 ไมล์) ทำให้ทหารผู้ทำหน้าที่ส่งข่าวถึงแก่ความตายทันทีหลังจากที่เขาได้ประกาศข่าวแก่ชาวเมืองว่า “เราชนะแล้ว”

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกผู้หนึ่งที่มีนามว่า เฮโรโดตัส (Herodotus) ได้ให้ข้อมูลอีกแบบหนึ่งว่า ฟีร์ดิปปิเดซมิได้เดินทางจากทุ่งมาราธอนไปกรุงเอเธนส์เพื่อประกาศชัยชนะแต่อย่างใด แต่เขาได้วิ่งจากกรุงเอเธนส์เพื่อไปขอความช่วยเหลือทางด้านกองกำลังจากสปาร์ตาต่างหาก และระยะทางวิ่งไปกลับก็ประมาณ 240 กิโลเมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากแหล่งอื่นที่กล่าวกันว่าคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข่าวนั้นแท้จริงแล้วมีชื่อว่า “ฟีร์ลิปปิเดซ (Philippides)” ต่างหาก แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าประวัติความเป็นมาที่ถูกต้องตามความเป็นจริงนั้นจะเป็นอย่างไร แต่นี่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นและที่มาของกีฬาวิ่งประเภท “มาราธอน” ในปัจจุบัน

จากประวัติความเป็นมาดังกล่าว นี่จึงเป็นที่มาของสาเหตุหลักสำคัญที่นักกีฬาที่จะทำการลงแข่งขันวิ่งมาราธอน จะต้องมีการเตรียมพร้อมร่างกายตัวเองเป็นอย่างดี ไม่เพียงแค่การซ้อมวิ่งในแต่ละวันก่อนการแข่งขันเพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมสำหรับมาราธอนเท่านั้น แต่ในเรื่องของการเตรียมตัวในด้านโภชนาการอาหารการกินก็จำเป็นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ระหว่างการวิ่งมาราธอนจะต้องมีการพักดื่มน้ำบ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายเหนื่อยล้า หรือขาดน้ำมากเกินไป จนส่งผลอันตรายต่อร่างกายร้ายแรงได้นั่นเอง

post

แนะนำวิธีวิ่งอย่างไรไม่ให้มีอาการปวดเข่า

ว่ากันว่าเหรียญมักมีสองด้านเสมอ เรื่องทุกเรื่องในชีวิตคนเราก็เช่นกัน โดยในวันนี้เราจะมาพูดถึงด้านที่ไม่ดีของการออกกำลังกายด้วยการวิ่งกันบ้าง ซึ่งใคร ๆ ต่างก็รู้กันดีว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และช่วยลดความเครียดที่อาจจะเกิดจากปัญหาการทำงานหรือปัญหาชีวิตต่าง ๆ ที่ต้องพบเจอในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี แต่หากออกกำลังกายอย่างไม่ระมัดระวังหรือหักโหมร่างกายมากเกินไป ฝืนใช้ร่างกายขณะที่ไม่มีความพร้อมก็จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อเริ่มฝึกวิ่งใหม่ ๆ อาจจะวิ่งผิดวิธีทำให้มีอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่าได้ แล้วหากถามว่าอาการบาดเจ็บหรือปวดหัวเข่าที่เกิดจากการวิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดอาการดังกล่าวกันก่อนดังนี้

สาเหตุและที่มาของอาการปวดเข่า

อาการปวดเข่าที่เกิดจากการวิ่งส่วนมากมีสาเหตุมาจากการที่ข้อต่อบริเวณที่เชื่อมระหว่างกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งนั้นรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกที่มากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการปวดเข่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนสูงอายุ และเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศหญิง เนื่องจากเพศหญิงจะมีข้อจำกัดในเรื่องของความกว้างของสะโพกที่มีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย เพราะต้องมีพื้นที่เผื่อไว้สำหรับการคลอดลูก ทำให้ส่งผลในเรื่องของระบบการทรงตัวบริเวณหัวเข่าที่ทำได้ดีไม่เท่าผู้ชายนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามอาการปวดเข่าสามารถที่จะหลีกเลี่ยงหรือลดความรุนแรงลงได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

3 วิธีวิ่งอย่างไรให้ลดอาการปวดเข่า

1.การยืดกล้ามเนื้อและการวอร์มร่างกายก่อนและหลังการออกวิ่งทุกครั้ง เนื่องจากการยืดเหยียดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังการวิ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อปรับตัวเพื่อช่วยในเรื่องของการหมุนเวียนเลือดได้ดีเพิ่มยิ่งขึ้น ยิ่งเลือดหมุนเวียนได้ดีเท่าไร ก็จะช่วยลดอาการบาดเจ็บ ปวดเมื่อยที่อาจจะเกิดจากการออกกำลังกายไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

2.ควรเลือกรองเท้าที่ใช้สำหรับการวิ่งให้เหมาะสมกับตนเอง เนื่องจากรูปทรงเท้าของคนแต่ละคนไม่เท่ากัน อีกทั้งรูปแบบรองเท้าที่ถูกผลิตออกมานั้นก็เหมาะสมกับเท้าแต่ละแบบไม่เหมือนกันอีกด้วย ดังนั้นผู้ใช้งานจะต้องรู้จักเท้าของตัวเองให้ดีว่ามีลักษณะเป็นแบบไหน เพื่อที่จะได้สามารถเลือกซื้อรองเท้าวิ่งสำหรับเอาไว้ใช้งานให้เหมาะสมมากที่สุด เพราะเชื่อเหลือเกินว่าอุปกรณ์ที่ดีจะช่วย Support เท้าของเพื่อน ๆ ให้สามารถวิ่งได้ดีและช่วยลดอาการบาดเจ็บหัวเข่าที่อาจจะเกิดจากการกระแทกได้ดีตามไปด้วย

3.ไม่ควรวิ่งโดยก้าวเท้ายาวมากเกินไป เพราะจะทำให้หัวเข่าทำงานหนักโดยที่ไม่จำเป็น และไม่ควรยกเท้าสูงมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแรงกระแทกเพิ่มมากขึ้นได้นั่นเอง อีกทั้งควรเลือกวิ่งในบริเวณพื้นที่ที่ไม่ขรุขระมากเกินไปนัก

อย่างไรก็ตามหากเพื่อน ๆ คนไหนที่นำวิธีการเหล่านี้ไปใช้แล้ว แต่ยังมีอาการปวดเข่าเรื้อรังไม่หาย คำแนะนำที่ดีที่สุดคือควรไปให้แพทย์วินิจฉัยให้เร็วที่สุด เพราะคงจะเป็นการเสียความรู้สึกไม่น้อยหากว่าเพื่อน ๆ เป็นคนที่รักการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจแต่ไม่สามารถออกกำลังกายด้วยการวิ่งได้อีกต่อไป

post

เปิดประวัติ “เอลิอุด คิปโชเก้” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการมาราธอน

เชื่อเหลือเกินว่าคอกีฬาที่ชอบเชียร์กีฬาวิ่งอย่างมาราธอน จะต้องเคยติดตามรายการแข่งขันวิ่งระดับโลกอย่างการแข่งขันมาราธอนในงานแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาแล้วไม่มากก็น้อย และหากเป็นคนที่ติดตามรายการแข่งขันนี้มาแล้วเป็นอย่างดีจริง ๆ จะต้องรู้จักกับนักวิ่งชาวเคนยาที่มีชื่อว่า “เอลิอุด คิปโชเก้” กันอย่างแน่นอน ซึ่งชายผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้ เพราะเขาคือผู้ชนะจากการแข่งขันวิ่งมาราธอนในงานโอลิมปิกเกมส์ที่ถูกจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ในนครรีโอเดจาเนโร เมื่อปี ค.ศ.2016 นอกจากนี้เขายังเป็นเจ้าของสถิติการวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุดในโลกด้วยระยะเวลาที่เขาใช้วิ่งในระยะทาง 42.195 กิโลเมตร เพียง 1 ชั่วโมง 59 นาที 40.2 วินาที ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่เส้นชัยในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.2019  ซึ่งเป็นสถิติใหม่ที่ลบความเชื่อของชาวโลกที่ว่าคนทั่วไปจะสามารถจบระยะมาราธอนได้โดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับชายคนนี้กันให้มากขึ้น

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “เอลิอุด คิปโชเก้”

เอลิอุด คิปโชเก้ เกิดเมื่อปี ค.ศ.1985 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศเคนยา เขาเติบโตมาโดยการเลี้ยงดูของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวพร้อม ๆ กับพี่สาว 2 คนและพี่ชายอีก 2 คน ของเขา เนื่องจากพ่อของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็ก ในวัยเด็กคิปโชเก้ ต้องวิ่งจากบ้านไปกลับโรงเรียนเป็นระยะทาง 5 – 6 กิโลเมตร ทุกวัน โดยคำพูดหนึ่งของเขาที่อาจจุดประกายให้ใครหลาย ๆ คนเห็นถึงคุณค่าความสำคัญของเวลา ก็คือ “เวลามีจำกัด ดังนั้นถ้าคุณไม่วิ่ง เวลาก็มีไม่พอ” เขาเคยแม้กระทั่งรับจ้างวิ่งส่งนมจากชาวบ้านเพื่อไปขายในเมืองที่ห่างออกไปกว่า 20 กิโลเมตร และด้วยกิจวัตรแบบนั้นของเขา ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติ

คิปโชเก้เป็นคนที่มักจะมีเป้าหมายให้กับตัวเองอยู่เสมอ ดังนั้นทันทีที่เขาเก็บเงินได้มากพอที่จะซื้อรองเท้าสำหรับฝึกวิ่ง เขาก็ไม่ลังเลที่จะทำ เขาฝึกทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับการวิ่งด้วยตนเองทั้งหมดโดยปราศจากคำแนะนำจากโค้ชมืออาชีพใด  ๆ และแน่นอนว่าด้วยข้อจำกัดในเรื่องของพื้นฐานการฝึกซ้อมที่อาจมีไม่มากเพียงพอ ทำให้ผลการแข่งขันวิ่งระดับประเทศครั้งแรกของเขาไม่เป็นไปอย่างที่เขาหวัง แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ คิปโชเก้ตระหนักดีว่าเขาต้องแก้ที่วิธีฝึกซ้อมของเขาให้ถูกต้องตามหลักการพื้นฐานมากยิ่งขึ้น

และเมื่อเขาฝึกซ้อมได้จริงตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ความสำเร็จครั้งแรกของเขาก็เกิดขึ้น คือเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งทั้งหมดได้อย่างขาดลอยในงานแข่งขันวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ.2001 และในการแข่งขันครั้งนี้เองที่ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล เพราะคิปโชเก้ได้มีโอกาสรู้จักกับชายผู้เป็นเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของเขา และชายผู้นั้น ก็คือ “แพทริก แซง” ชายผู้เป็นหนึ่งในตำนานนักวิ่งคนหนึ่งของประเทศเคนยา โดยแซงได้สอนทุกอย่างที่จะช่วยทำให้คิปโชเก้แสดงความสามารถของเขาออกมาได้มากที่สุด และคิปโชเก้ก็ไม่ทำให้แซงผิดหวัง เพราะพรสวรรค์ของเขาเปรียบเสมือนดังเพชรที่รอการเจียรไนให้ส่องประกายสว่างให้คนทั่วโลกได้เห็นนั่นเอง

สุดท้ายแล้วที่สุดของความสำเร็จของคิปโชเก้ ก็คือ การที่เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักวิ่งคนแรกของโลกที่สามารถจบระยะฟูลมาราธอนได้ในระยะเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงนั่นเอง นับเป็นสถิติที่ดีที่สุดทั้งของตัวเขาเองและของโลกใบนี้เลยทีเดียว และเชื่อเหลือเกินว่าหากใครมีโอกาสได้ศึกษาประวัติชีวิตของคิปโชเก้อย่างละเอียดมากขึ้น จะต้องได้รับแง่คิดดีดี และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจากชายผู้นี้เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

post

เคล็ดลับในการเลือกซื้อรองเท้าสำหรับนักวิ่งมือใหม่

การวิ่งในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย เพียงแค่มีชุด และรองเท้าที่ใส่สำหรับออกกำลังกายก็สามารถวิ่งได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วกีฬาวิ่ง เป็นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะ และความสามารถเฉพาะตัว ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนค่อนข้างมาก ถึงจะทำให้วิ่งได้อย่างถูกวิธี การวิ่งถูกวิธีก็จะทำให้ผู้วิ่งรู้สึกสนุก และไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายในขณะวิ่ง อันตรายที่เกิดจากการวิ่ง ได้แก่ การวิ่งโดยไม่รู้ถึงสุขภาพของตนเองทำให้วิ่งเกินกำลังจนขาดอากาศหายใจในขณะที่วิ่ง และการวิ่งแบบผิดวิธีทำให้เกิดปัญหาสุขภาพเท้าในระยะยาว เป็นต้น สำหรับมือใหม่หัดวิ่งแล้วต้องจำไว้ว่าในการวิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญ และมีความจำเป็นอย่างมากก็คือ รองเท้า การเลือกซื้อรองเท้าสำหรับนักวิ่งมือใหม่มีเคล็ดลับ ดังต่อไปนี้

  1. ในการเลือกซื้อรองเท้าสำหรับวิ่งต้องจำไว้เสมอว่า รองเท้าวิ่งไม่ใช่รองเท้าแฟชั่น จึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความสวยงาม หรือความนำสมัยเป็นหลักสำคัญ สำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับรองเท้ามากนักวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการไปเลือกซื้อที่แผนกกีฬา แผนกนี้จะแบ่งหมวดหมู่รองเท้าที่เหมาะกับกีฬาแต่ละประเภทไว้อย่างชัดเจน แต่ถ้าต้องการเลือกเองควรเลือกรองเท้าให้ใส่สบาย พอดีกับเท้า ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป มีน้ำหนักเบา เหมาะกับรูปเท้า รองรับน้ำหนักของร่างกายได้ในขณะที่วิ่ง ที่สำคัญที่สุดต้องกันกระแทกบริเวณข้อเท้าได้เป็นอย่างดีในขณะที่วิ่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้นักวิ่งมือใหม่วิ่งได้สนุก วิ่งได้นานมากขึ้น และไม่รู้สึกเจ็บจนเกิดอันตรายข้อเท้าในขณะที่วิ่ง
  2. ควรไปเลือกซื้อรองเท้าด้วยตนเอง ไม่ควรสั่งซื้อจากอินเทอร์เน็ต หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ไม่ได้ลองรองเท้าก่อนซื้อ เนื่องจากรองเท้าแต่ละรุ่น แม้จะเป็นยี่ห้อเดียวกันก็จะมีสรีระ และรูปร่างที่แตกต่างกันทำให้เมื่อนำมาใส่จริงแล้วมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน จึงควรลองก่อนซื้อทุกครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักวิ่งมือใหม่ การลองควรเตรียมถุงเท้าที่ใส่ในการวิ่งจริงไปลองคู่กับรองเท้าด้วย เพราะถุงเท้ามีหลากหลายรูปแบบ เช่น ถุงเท้าหนา ถุงเท้าบาง ถุงเท้ากันกระแทก ถุงเท้าสำหรับวิ่งระยะสั้น และถุงเท้าลดการเสียดสีที่จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ เป็นต้น
  3. อีกสิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับนักวิ่งมือใหม่คือ การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับสถานที่ที่จะวิ่ง นั่นคือ ต้องรู้ก่อนว่าจะไปวิ่งที่สถานที่ใด นั่นคือ การวิ่งบนพื้นผิวถนน หรือพื้นผิวเรียบ ได้แก่ สนามกีฬาทั้ง Indoor / Outdoor หรือ พื้นผิวถนน และการวิ่งบนพื้นผิวดิน หรือพื้นผิวที่ขรุขระ ไม่เรียบ ได้แก่ พื้นหญ้า หรือ พื้นดิน เป็นต้น

สำหรับนักวิ่งมือใหม่แล้วการเริ่มต้นหารองเท้าคู่ใจสำหรับการวิ่งควรคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 อย่างข้างต้นก่อน เมื่อวิ่งจนเก่ง และมีความชอบในการวิ่งแล้ว ค่อยคำนึงถึงองค์ประกอบอื่น ๆ สำหรับการเลือกซื้อรองเท้าสำหรับวิ่งคู่ต่อไป ที่จะเป็นรองเท้าสำหรับนักวิ่งมืออาชีพ

post

5 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักกีฬาสายวิ่ง

กีฬาวิ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก คนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายมักจะเลือกการวิ่งเป็นกีฬาแรก ๆ ที่จะออกกำลังกาย วิ่งถือเป็นกีฬาที่เผาผลาญ และใช้พลังงานมากประเภทหนึ่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ต้องการที่จะลดน้ำหนัก และต้องการรักษารูปร่างให้สวยงามจึงมักจะเลือกกีฬาวิ่งเป็นตัวเลือกหลักเพื่อรักษาสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ และที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กีฬาวิ่งได้รับความนิยมก็คือ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับวิ่งมีไม่มากเท่ากีฬาประเภทอื่น ๆ ทำให้ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้วิ่ง อุปกรณ์ที่มีความจำเป็น และขาดไม่ได้สำหรับนักวิ่ง มีดังต่อไปนี้

  1. ชุดสำหรับวิ่ง ซึ่งชุดที่จะนำมาใส่วิ่งนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นชุดที่มีราคาแพง สิ่งที่สำคัญก็คือเนื้อผ้าของชุดต้องเป็นเนื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่หนักจนเกินไป เสื้อ และกางเกงต้องไม่รุ่มร่าม ทำให้มีความคล่องตัวในขณะที่วิ่ง นอกจากนี้ยังต้องระบายความร้อนในขณะที่ทำการวิ่งได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ชุดที่ถูกออกแบบมาสำหรับกีฬาจะมีลักษณะเนื้อผ้าดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นผู้ที่ไม่ต้องการเสียเงินซื้อชุดสำหรับวิ่งก็สามารถนำชุดกีฬาประเภทอื่นมาใช้ได้
  2. รองเท้าสำหรับวิ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก รองเท้าที่ดีก็จะทำให้ผู้วิ่งได้รับความปลอดภัยในการวิ่งเพราะรองเท้าจะทำหน้าที่ช่วยดูแลเท้าในขณะที่ทำการวิ่ง เวลาไปเลือกซื้อรองเท้ากีฬาจะมีการระบุประเภทของรองเท้าไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ว่ารองเท้าที่กำลังเลือกอยู่เป็นรองเท้าสำหรับกีฬาประเภทใด โดยหลักแล้วรองเท้าที่เหมาะสำหรับวิ่งต้องกระชับ มีน้ำหนักเบา รองรับน้ำหนักของเท้าได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญที่สุดต้องช่วยกันแรงกระแทกที่เกิดในขณะที่วิ่ง
  3. ผ้าคาดหัว ก็ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นอย่างมาก ช่วยซับเหงื่อในขณะที่วิ่งทำให้เหงื่อไม่เข้าตา ทำให้รู้สึกแสบตาในขณะที่วิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องวิ่งทางไกล เป็นระยะเวลานาน ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  4. ชุดชั้นในสำหรับวิ่ง สำหรับผู้หญิงคงต้องพูดถึงบราที่ใช้สำหรับวิ่งต้องเป็นบราสำหรับออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาโดยเฉพาะ เพราะจะถูกออกแบบมาให้ผู้หญิงมีความสบายในขณะที่วิ่ง และที่สำคัญที่สุดก็คือ หน้าอกไม่เสียทรงจากการวิ่งอีกด้วย สำหรับผู้ชายกางเกงที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้อสำหรับวิ่ง กางเกงประเภทนี้ถูกออกแบบมาให้ระบายอากาศได้ดี ทำให้ไม่อับชื้น และที่สำคัญที่สุดก็คือการป้องกันการเสียดสีบริเวณขาหนีบได้เป็นอย่างดี
  5. กระเป๋าคาดเอวสำหรับวิ่ง แม้ว่าในความเป็นจริงนักวิ่งทั้งหลายจะไม่มีอุปกรณ์จำนวนมาก แต่อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ กุญแจรถ และเงิน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรมีกระเป๋าไว้ใส่ ซึ่งกระเป๋าสำหรับวิ่งถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา และกระชับกับเอว ทำให้ไม่รู้สึกเกะกะในขณะที่วิ่ง

สำหรับนักวิ่งทั้งหลายก่อนที่จะต้องออกวิ่ง ลองหาอุปกรณ์พื้นฐานเหล่านี้ติดตัวไว้รับรองว่าจะทำให้การวิ่งสนุกขึ้นอย่างแน่นอน

post

วิธีการเลือกชุดสำหรับการวิ่งระยะไกลให้สบายตัว

ชุดสำหรับวิ่งนั้นถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับนักวิ่ง รองจากการมีรองเท้าที่เหมาะสำหรับวิ่ง จึงเป็นสิ่งที่นักวิ่งต้องให้ความสำคัญอย่างมาก หลาย ๆ คนมองว่าการวิ่งนั้นจะใส่ชุดอะไรวิ่งก็ได้ขอแค่เป็นชุดกีฬาก็เพียงพอแล้ว ซึ่งก็เป็นความคิดที่ไม่ผิดแต่อย่างใด ซึ่งชุดกีฬาทั่วไปเหมาะกับนักวิ่งมือใหม่ที่เพิ่มเริ่มหัดวิ่ง เน้นการวิ่งระยะสั้น แต่เมื่อผันตัวเองมาเป็นนักวิ่งมืออาชีพ ที่ชื่นชอบการวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งมาราธอนที่มีระยะทางไกล ๆ แล้ว การใส่ชุดกีฬาทั่วไป ถือเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก นักวิ่งมือใหม่หลาย ๆ คน เมื่อวิ่งไปได้ระยะหนึ่งแล้วรู้สึกไม่อยากวิ่งต่อปัญหาหลัก ๆ ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การเลือกชุดที่ไม่เหมาะกับการวิ่ง ทำให้วิ่งไม่สนุก เหนื่อยง่าย และอาจจะเกิดอันตรายจากการวิ่งได้ ดังนั้น ชุดวิ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่นักวิ่งมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิ่งที่ชอบการวิ่งระยะทางไกล ๆ ควรสนใจ วิธีการเลือกมีดังต่อไปนี้

  1. เสื้อที่ใช้สำหรับวิ่งต้องจำไว้ว่า การวิ่งไม่จำเป็นต้องเน้นแฟชั่น เนื้อผ้าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด เนื้อผ้าต้องเบาสบาย ระบายเหงื่อ และความร้อนได้เป็นอย่างดี แห้งเร็ว เสื้อไม่ควรมีตะเข็บโดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องเสียดสีมาก ๆ อย่างใต้วงแขน เพราะการวิ่งจะมีลักษณะเดิม ๆ ถ้ามีตะเข็บอาจจะทำให้เกิดแผลจากการเสียดสีได้ เมื่อเลือกเนื้อผ้าที่ชอบแล้วค่อยดูแบบเป็นอันดับต่อไป สิ่งที่จำเป็นต้องพิจารณาอีกอย่างก็คือ ไม่ควรเลือกซื้อเสื้อให้คับเกินไป เพราะในขณะวิ่งการหายใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้สีก็มีความสำคัญ ถ้าวิ่งในเวลากลางคืน หรือเช้ามืดไม่ควรเลือกสีเข้ม หรือสีทึบ ๆ อาจจะเกิดอันตรายในขณะวิ่งได้
  2. กางเกง การวิ่งทางไกลควรเลือกกางเกงขายาวที่ช่วยรัด หรือกระชับกล้ามเนื้อช่วยในการประคองกล้ามเนื้อไม่ให้กระเทือน และกระแทก เพราะการวิ่งระยะทางไกล เป็นการลงจังหวะขาซ้ำ ๆ กล้ามเนื้อขาก็จะแกว่งไปมาเป็นจังหวะ ถ้ากางเกงทั่วไปจะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบจนอาจจะเกิดอันตรายได้
  3. สำหรับนักวิ่งที่เป็นผู้หญิง สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือ Bra การเลือกจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เมื่อต้องวิ่งทางไกลถ้าเลือก Bra ผิดอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีจนเกิดแผล และอาจจะทำให้รูปทรงของหน้าอกเสียอีกด้วย ควรเลือก Sport Bra ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการออกกำลังกายโดยเฉพาะ จะทำให้รู้สึกวิ่งได้สบายมากยิ่งขึ้น
  4. กางเกงชั้นใน สำหรับนักวิ่งมืออาชีพทั้งชาย และหญิงถ้าเลือกกางเกงกระชับกล้ามเนื้อแล้วกางเกงชั้นในแทบจะไม่มีความจำเป็น แต่ถ้ารู้สึกโล่ง และไม่มั่นใจให้เลือกกางเกงชั้นใบแบบไร้ตะเข็บที่ถูกออกแบบมาสำหรับการวิ่งโดยเฉพาะ

สำหรับนักวิ่งมือใหม่ ที่กำลังรู้สึกไม่อยากวิ่ง ลองเปลี่ยนชุดวิ่งให้เหมาะสมก่อน แล้วลองออกวิ่งดู รับรองว่าการวิ่งจะสนุกมากกว่าที่คิด และจะทำให้ไม่อยากหยุดวิ่งอย่างแน่นอน

post

วิ่งถูกวิธีทำให้วิ่งได้นาน ไม่มีอาการบาดเจ็บ

อุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้วิ่งได้ไม่นานก็คือ ความเมื่อยล้า เหน็ดเหนื่อย และบาดเจ็บจากการวิ่งเป็นระยะเวลานาน ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้นักวิ่งทั้งหลายท้อ และไปไม่ถึงฝั่งฝันในการเป็นนักวิ่งมืออาชีพ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการวิ่งเป็นกีฬาที่ถ้าได้เล่นไปเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งระบบการหายใจที่มีประสิทธิภาพ มีรูปร่างสมส่วน สวยงาม และที่สำคัญที่สุดก็คือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กับสุขภาพร่างกายที่ดีเพิ่มขึ้น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้านักวิ่งวิ่งได้อย่างถูกวิธี ดังต่อไปนี้

  1. จำไว้เสมอว่าก่อนการออกวิ่งทุกครั้งการ Warm ร่างกายเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนการวิ่ง อีกทั้งยังทำให้วิ่งได้เป็นระยะเวลายาวนานมากเพิ่มขึ้นด้วย การ Warm ร่ายการ เช่น การทำท่าทางที่ใช้สำหรับการ Warm ร่างกาย หรือ การเดินเร็วเป็นระยะเวลา 10 นาที ก่อนทำการวิ่ง เป็นต้น
  2. ความอดทนเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับนักวิ่ง หลาย ๆ ครั้งนักวิ่งเลิกวิ่งเพราะรู้สึกว่าปวดเมื่อยตามร่างกายหลังจากที่ทำการวิ่งในระยะแรก ๆ ที่ฝึกวิ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายยังไม่มีการปรับสภาพให้พร้อม และยังไม่คุ้น หรือเคยชินกับการออกกำลังกายแบบหนัก ๆ อย่างการวิ่ง นักวิ่งที่มีความรู้สึกแบบนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิ่งมือใหม่จำไว้ว่าต้องอดทน เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพก่อน ควรวิ่งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน และในแต่ละวันควรวิ่งไม่น้อยกว่า 15 นาที เพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมในการปรับสภาพร่างกายจะทำให้วิ่งได้นานขึ้น และสนุกมากขึ้นด้วย
  3. ระบบการหายใจในการวิ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก นักวิ่งต้องฝึกระบบการหายใจให้ถูกวิธี เพราะการหายใจผิดวิธีจะทำให้รู้สึกจุกเสียดระหว่างที่ทำการวิ่ง ถ้าฝืนเป็นระยะเวลานาน ๆ จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ในขณะวิ่งต้องหายใจด้วยความผ่อนคลาย และสบาย พยายามหายใจด้วยท้อง การสูดลมหายใจเข้าให้ใช้จมูกเท่านั้น การปล่อยลมหายใจออกควรปล่อยออกทางจมูก และปากพร้อม ๆ กัน สังเกตการหายใจว่าการสูดลมหายใจต้องสูดจนท้องขยาย และบังคับการปล่อยลมหายใจด้วยการแขม่วท้อง
  4. การวิ่งไม่จำเป็นต้องวิ่งตลอดเส้นทาง เมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยควรพักด้วยการเดินเร็ว หรือวิ่งให้ช้าลง ด้วยการก้าวเร็ว ๆ กว่าการเดินแบบปกติ แต่ไม่ควรหยุดวิ่งแล้วนั่งพักทันที เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้

สำหรับนักวิ่งไม่ว่าจะนักวิ่งมือใหม่ หรือนักวิ่งมืออาชีพ การวิ่งที่ถูกวิธีถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด นอกจากความปลอดภัยที่จะได้รับแล้วยังทำให้การวิ่งสนุกสนาน และวิ่งได้เป็นระยะเวลายาวนานขึ้น เมื่อรู้หลักการวิ่งที่ถูกวิธีแล้ว ก็หาชุด และรองเท้าสำหรับวิ่ง แล้วออกวิ่งกันดีกว่า

post

4 สิ่งสำคัญที่นักวิ่งมือใหม่จำเป็นต้องรู้

กีฬาวิ่งกลายเป็นกีฬายอดฮิตของคนส่วนใหญ่ จากเหตุการณ์ที่สำคัญของประเทศไทย นั่นคือ มีนักร้องยอดนิยมคนหนึ่งออกมาวิ่งระยะไกลคือการวิ่งรอบประเทศไทยเพื่อหาทุนในการบริจาคให้กับโรงพยาบาล การกระทำดังกล่าวทำให้คนไทยออกมาวิ่งเพิ่มมากขึ้น กีฬาวิ่งกลายเป็นกีฬายอดนิยมในระยะเวลาอันรวดเร็ว คนออกมาวิ่งมีทุกเพศ ทุกวัย สำหรับนักวิ่งมืออาชีพคงไม่มีสิ่งใดที่จะต้องกังวลมากมายนัก เพราะมีความรู้ ความชำนาญ และการเตรียมความพร้อมในการวิ่งเป็นอย่างดีอยู่แล้ว สำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่ต้องการจะออกมาวิ่ง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ก่อนที่จะออกวิ่งทุกครั้ง ควรให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. จำไว้ว่าการก่อนที่จะวิ่งทุกครั้งต้องมีการเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อน เริ่มตั้งแต่การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนที่จะทำการวิ่ง การ Warm ร่างกายก่อนการวิ่งทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าจะวิ่งวันไหน เวลาใดก็ได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ควรโหมวิ่งติดกัน เป็นเวลานาน ๆ เพราะหลังจากการวิ่งทุกครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิ่งเป็นระยะทางไกล ๆ ร่างกายของผู้วิ่งมักจะเหนื่อยล้า ถ้าโหมวิ่งต่ออาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ วิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดก็คือ ในขณะที่วิ่งรู้สึกไม่สบายตัว หรือหายใจติดขัดหรือไม่ ถ้ามีอาการดังกล่าวขอแนะนำว่าควรกลับบ้านพักผ่อน
  2. การวิ่งเป็นกีฬาที่ใช้ร่ายกายค่อนข้างหนักมาก สำหรับนักวิ่งมือใหม่ไม่ควรโหมฝึกซ้อม หรือวิ่งมากจนเกินกำลังความสามารถของตนเอง จงระลึกไว้เสมอว่านักวิ่งมืออาชีพส่วนใหญ่ล้วนผ่านการฝึกฝนมาเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้น ถ้าต้องการเป็นนักวิ่งมืออาชีพ ก็ต้องมีแผนการฝึกที่ดี และไม่เร่งรัดให้เก่งเหมือนนักวิ่งมืออาชีพในระยะเวลาอันรวดเร็วเกินไป อาจจะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บได้ และถ้าโหมซ้อมเกินกำลังมากจนเกินไปอาจจะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้
  3. อย่ามองที่ความเร็วเป็นหลัก สำหรับนักวิ่งมือใหม่แล้วต้องคิดเสมอว่าการวิ่งเร็วไม่ใช่ว่าจะเป็นนักวิ่งมืออาชีพ การฝึกฝนด้านความเร็วเหมาะสำหรับนักวิ่งแข่งขันที่ต้องใช้ความเร็วเท่านั้น แต่สำหรับนักวิ่งมือใหม่แล้ว การวิ่งต้องมองที่การวิ่งได้เป็นระยะเวลานานมากขึ้น โดยที่ร่างกายไม่รู้สึกหักโหม และเหนื่อยล้าจนเกินไป การวิ่งในแต่ละวันอาจจะเร็วบ้าง ช้าบ้างแล้วแต่กับสภาพร่างกาย และสภาพอากาศ จึงไม่ควรเอามาตัดสินว่าการวิ่งเร็วคือวิ่งเก่ง
  4. การเพิ่มระยะทางในการวิ่งต้องค่อยเป็นค่อยไป สำหรับนักวิ่งมือใหม่ส่วนใหญ่มักต้องการวิ่งให้ได้ระยะทางไกล ๆ เพราะคิดว่าการวิ่งได้ระยะทางไกล ๆ แสดงว่าเป็นนักวิ่งที่เก่ง ในการฝึกจึงมักจะหักโหมโดยการเพิ่มระยะทางในการวิ่งอย่างรวดเร็ว ในความเป็นจริงแล้วต้องใช้เวลา เช่น อาจจะเริ่มต้นจาก 1 กิโลเมตร เมื่อรู้สึกว่าร่างกายวิ่ง 1 กิโลเมตรได้แบบสบาย ๆ แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางเป็น 2 กิโลเมตร 3 กิโลเมตร และ 5 กิโลเมตรตามลำดับ เป็นต้น

นักวิ่งมือใหม่ที่ต้องการพัฒนาตนเองสู่นักวิ่งมืออาชีพ ต้องจำไว้เสมอว่า ความมีวินัย และความอดทนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การพัฒนาการวิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น

post

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้นจากการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นในการวิ่ง

ในยุคที่กระแสการดูแลสุขภาพกลายเป็นเรื่องสำคัญ การวิ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ผู้คนสามารถเริ่มต้นได้อย่างง่ายดาย ใช้อุปกรณ์น้อยและสามารถทำได้ทุกที่

แต่การวิ่งก็เหมือนกับกิจกรรมอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ ซึ่งมีทั้งที่เกี่ยวกับตัวผู้วิ่ง เช่น ท่าทางในการวิ่ง ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย รูปร่างของขาและเท้า ตลอดจนสุขภาพส่วนตัว และในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการวิ่ง อาทิ ลักษณะเส้นทางที่วิ่ง ความลื่น ความลาดชัน ความร้อนของอากาศขณะวิ่ง

เพื่อให้นักวิ่งมีโอกาสบาดเจ็บจากการวิ่งน้อยลง มีวิธีปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อป้องกันการบาดเจ็บดังนี้

  1. เลือกรูปแบบการวิ่งให้เหมาะกับรูปร่าง น้ำหนัก สภาพร่างกาย ตลอดจนสภาพเส้นทางและระยะทางที่วิ่ง โดยในช่วงแรกของการวิ่งควรมีระยะทางที่ไม่มากเกินไป เพื่อปรับร่างกายให้เคยชิน ส่วนผู้ที่ต้องการวิ่งเพื่อลดน้ำหนักควรจะเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
  2. ตรวจสอบการเดินและวิ่งของตนเองว่ามีลักษณะการลงน้ำหนักอย่างไร เพื่อเลือกใช้อุปกรณ์ เช่น รองเท้า สายรัดหรือเทปรัดให้ถูกต้อง เหมาะสม
  3. ตรวจเช็คร่างกายว่ามีอัตราการเต้นของหัวใจ ความแข็งแรงกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ รวมถึงปริมาณสัดส่วนไขมันในร่างกาย เพื่อประเมินโอกาสเสี่ยงบาดเจ็บหรือโรคภัยไข้เจ็บ
  4. ทำการอบอุ่นร่างกายก่อนทำการวิ่ง เป็นการเตรียมพร้อมระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทำการวิ่งก็เป็นไปอย่างราบรื่น เสี่ยงบาดเจ็บน้อยลง
  5. ทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้พร้อม กล้ามเนื้อที่ผ่านการยืดเหยียดเพียงพอจะมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ดี มีความคล่องแคล่วเพิ่มขึ้น ร่างกายเกิดความตื่นตัว
  6. ทำการคลายอุ่นร่างกายหลังทำการวิ่ง เพื่อให้กล้ามเนื้อคืนสู่สภาวะปกติ เป็นการลดความเมื่อยล้า ปรับสมดุลการหายใจและการไหลเวียนเลือด
  7. มีเวลาพักฟื้นร่างกายเพียงพอและทานอาหารที่ได้โภชนาการ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการพักฟื้นร่างกายหลังการวิ่ง ขึ้นอยู่กับขนาดของการออกกำลังกาย โดยส่วนใหญ่แล้วหลังการออกกำลังกายในหนึ่งชั่วโมง ร่างกายควรได้รับสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตสูง สารอาหารที่มีไขมันต่ำ นอกจากนี้ในระหว่างการวิ่งและหลังวิ่งก็ควรได้ดื่มน้ำอยู่เสมอ
  8. การเลือกเสื้อผ้าต้องเหมาะสมกับลักษณะการวิ่ง สภาพอากาศ ควรเลือกชุดที่ไม่รัดจนเกินไป รวมถึงชุดที่ไม่เกิดการเสียดสีกับร่างกาย ข้อพับต่างๆ ในระหว่างทำการวิ่ง

นักวิ่งหน้าใหม่ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าตนเองได้ทำการเตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมักจะได้รับบาดเจ็บหลังจากที่วิ่งไปได้สักระยะเวลาหนึ่ง บางคนไม่เข้าใจและศึกษาให้รู้เกี่ยวกับการบาดเจ็บ ก็อาจจะฝืนจนอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรง และอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งการบาดเจ็บเหล่านี้ทำให้นักวิ่งต้องมาเสียเวลาและเสียเงินเพื่อรักษาตัวเองอยู่เนืองๆ

การป้องกันตัวเองก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บจากการวิ่ง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่นักวิ่งต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการวิ่งในแต่ละครั้ง หากทำอย่างสม่ำเสมอนอกจากจะช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น ยังช่วยส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้ตามต้องการเร็วขึ้นด้วย