post

9 ข้อนักวิ่งหน้าใหม่ควรทำหากจะเริ่มวิ่ง

“ปีนี้ฉันจะเริ่มต้นวิ่งเป็นประจำ” หลายคนอาจจะบอกตัวเองอย่างนี้หรือตั้งเป้าหมายแบบนี้สำหรับปี 2019 ที่เพิ่งมาถึง และนี่คือ 9 คำแนะนำสำหรับนักวิ่งหน้าใหม่

1. หารองเท้าที่เหมาะสำหรับวิ่ง

ในการวิ่งนั้นนักวิ่งต้องมีรองเท้าที่ตอบสนองต่อลักษณะการวิ่ง ซึ่งพิจารณาควบคู่กันระหว่างลักษณะของรูปเท้าและลักษณะของการลงเท้า เพราะแต่ละคนมีความแตกต่างในทั้งสองเรื่อง บางคนเท้าแบน บางคนอุ้งเท้าสูง บางคนปลายเท้ากว้าง เช่นกันกับที่บางคนเดินลงน้ำหนักที่ส้นเท้าและบางคนเดินลงน้ำหนักบนฝ่าเท้า

2. วอร์มรองเท้าใหม่

เมื่อได้รองเท้าใหม่มา นักวิ่งควรสวมใส่เป็นเวลานาน ๆ สัก 3-5 วันก่อนใช้งานในการวิ่งจริง การสวมใส่ในชีวิตประจำวันจะช่วยปรับสภาพเท้าให้เคยชินกับรองเท้าใหม่ และช่วยปรับรูปของรองเท้าให้พร้อมในการใช้งานวิ่งระยะเวลานาน ๆ

3. กำหนดตารางวิ่ง

ในเบื้องต้นไม่ควรฝืนทำการวิ่งหักโหมหรือมากเกินไป เนื่องจากร่างกายที่ยังปรับสภาพต่อการออกกำลังกายไม่ได้จะส่งผลเสีย ให้เริ่มต้นวิ่งเป็นระยะเวลาไม่นานนัก จากนั้นเพิ่มขึ้นราว 10% ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป วิธีการนี้จะทำให้ร่ายกายรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า

4. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

การยืดร่างกายก่อนการวิ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ในส่วนนี้ท่ายืดที่ถูกต้องสำคัญกว่าจำนวนครั้งในการวอร์มร่างกายแต่ละเซต นักกีฬาส่วนใหญ่จะได้รับการแนะนำว่าไม่ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อท่าใดท่าหนึ่งค้างไว้นานเกิน 15 วินาทีเพราะมันกลายเป็นการสร้างความเครียดให้กล้ามเนื้อแทน ให้นึกว่ากล้ามเนื้อเหมือนยางยืดแช่แข็ง การทำให้ยางยืดตัวดีคือการค่อย ๆ นวดคลายไม่ใช่การออกแรงดึงหนัก ๆ

5. กำหนดแผนที่ในการวิ่ง

นักวิ่งหลายคนเลือกเส้นทางที่วิ่งเริ่มต้นจากที่บ้าน และหลายคนเริ่มต้นวิ่งที่สวนสาธารณะ พวกเขาจำเป็นต้องศึกษาเส้นทางเพื่อให้รู้ว่าเส้นทางที่ไปนั้นมีทางราบ ทางเนิน หรือผิวถนนเป็นอย่างไร ปริมาณรถหรือสัตว์เลี้ยงของเพื่อนบ้าน ซึ่งช่วยให้นักวิ่งรู้ตัวล่วงหน้าและป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดโดยไม่รู้ตัว

6. เลือกความเร็วที่เหมาะสม

การวิ่งต้องเลือกระดับความเร็วในการวิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง ระดับที่เหมาะคือระดับที่สามารถวิ่งไปและคุยไปด้วยได้โดยไม่หอบหนัก ๆ หรือหายใจไม่ทัน ที่สำคัญการเลือกระดับความเร็วในการวิ่งสูงไปจะทำให้เสี่ยงต่อการเจ็บ และมีผลให้หมดแรงจูงใจง่ายขึ้น

7. ค่อย ๆ ลดอัตราเต้นของหัวใจ

การวิ่งจนเหนื่อยมากไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง นักวิ่งต้องวิ่งในระดับที่พอหยุดวิ่งแล้วไม่รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงจนเกินไป การที่อัตราการเต้นของหัวใจสามารถลดระดับกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้เร็วช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ตกอยู่ในสภาพอันตราย และหัวใจไม่ทำงานหนักเกินไป

8. ยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งเสมอ

การคลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งสำคัญพอ ๆ กับก่อนวิ่ง โดยหลักการทั่วไปแล้วอะไรที่เคยทำก่อนวิ่งก็สามารถทำได้หลังการวิ่ง

9. ดื่มน้ำให้มากพอ

จดจำว่าการสูญเสียน้ำมากเกินไประหว่างการวิ่งมีผลกระทบมากกว่าที่คิด ดังนั้นการดื่มน้ำที่มากพอจะช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกายให้ไม่ลดต่ำมากจนเกิดอันตรายได้

post

6 สิ่งที่การวิ่งมีผลต่อร่างกายคุณมากกว่าการเดิน

ในการพุ่งตรงไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะ คุณจะพบทั้งคนที่มาวิ่งออกกำลังกาย และคนที่มาเดินออกกำลังกาย เพราะทุกคนรู้ดีว่าการเดินและวิ่งต่างเป็นการออกกำลังกายที่เราเรียกว่า คาร์ดิโอ ทั้งคู่ ผลของการคาร์ดิโอนั้นทำให้ระบบไหลเวียนเลือดถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น ระบบเผาผลาญทำงานและกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

แต่ว่าที่จริงแล้วการวิ่งนั้นให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการเดินมาก ซึ่ง 6 ข้อดีต่อไปนี้อาจที่ทำให้คุณอยากลองเปลี่ยนการเดินเป็นการวิ่ง

1. เดินทำให้คุณลงน้ำหนักทั้งเท้ามากกว่าที่ส้นเท้า

ทั้งการเดินและการวิ่ง ร่างกายได้ใช้งานกล้ามเนื้อมัดใหญ่พอ ๆ กัน แต่ในขณะที่ออกกำลังกายด้วยการเดิน เราจะลงน้ำหนักบนฝ่าเท้าไปพร้อมกับที่ลงส้นเท้า ซึ่งมันทำให้เอ็นร้อยหวายต้องรับแรงตึงมากกว่าเวลาที่จ็อกกิ้งหรือสปรินต์ เพราะแรงถูกถ่ายทอดจากส้นเท้าไปยังปลายเท้าอย่างมีจังหวะ การเดินทำให้เอ็นร้อยหวายจึงมีโอกาสได้รับการบาดเจ็บมากกว่า

2. เดินทำให้ข้อต่อทำงานหนักกว่า

การวิ่งด้วยท่าทางที่ถูกต้องจะช่วยเสริมการส่งและรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการวิ่งที่เอียงตัวโน้มร่างกายไปข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนเท้าขณะที่วิ่งช่วยทำให้ร่างกายพุ่งออกไป แต่การเดินต้องใช้แรงเพื่อส่งตัวเองมากกว่า ข้อต่อก็จะทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างแรงดันหรือผลักตัวเอง

3. เดินทำให้เจ็บได้ง่ายกว่า

การวิ่งสร้างแรงปฏิกิริยากับพื้นมากกว่าการเดิน ถ้าวิ่งด้วยฟอร์มที่ถูกต้องกล้ามเนื้อ ข้อต่อและเส้นเอ็นจะได้รับพลังงานที่เกิดจากการกระทำระหว่างเท้ากับพื้นและเอาไปช่วยให้มีแรงส่งตัวมากขึ้น (แต่ถ้าวิ่งผิดท่าก็สามารถทำให้บาดเจ็บได้มากกว่า)

4. วิ่งสร้างมวลกระดูกได้มากกว่า

ในการวิ่งนั้นร่างกายจะมีการใช้งานส่วนต่าง ๆ มากกว่า ซึ่งส่งผลให้เกิดกระบวนการเสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายโดยอัตโนมัติ ซึ่งการวิ่งได้ช่วยทำให้มวลกระดูกมากขึ้น การไหลเวียนเลือดดี และทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ เพิ่มความแข็งแกร่งในตัวมันเองเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการการใช้งานหนักที่เกิดจากการวิ่งมากกว่าเดิม

5. วิ่งทำให้ใช้พลังงานที่เยอะกว่า

การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องของการวิ่งถูกวิจัยออกมาว่าใช้พลังงานมากกว่าการเดินตั้งแต่สองเท่าถึงสองเท่าครึ่ง นั่นหมายความว่าในเวลาที่เท่ากัน การวิ่งช่วยเผาผลาญพลังงานเยอะกว่า จริงอยู่ว่ามันก่อให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยมากกว่า แต่สำหรับการเผาผลาญแคลลอรี่และเปลี่ยนมันเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ หรือนำไปสู่การเอาสารอาหารที่สะสมในร่ายกายมาใช้ได้มากกว่าก็ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นเร็วกว่า

6. วิ่งมีผลดีต่อฮอร์โมน

ในระยะยาว การวิ่งช่วยในเรื่องของคนที่บกพร่องด้านฮอร์โมนได้เป็นอย่างดี เพราะร่างกายจะปรับตัวเองให้สามารถควบคุมฮอร์โมนที่ผลิตออกมาโดยเฉพาะจากต่อมไทรอยด์ที่สร้างผลเสียต่อร่างกาย เพราะปกติต่อมไทรอยด์จะผลิตฮอร์โมนขึ้นจากภาวะเครียด ซึ่งมันแยกไม่ออกว่าวิ่งชิล ๆ หนึ่งชั่วโมงกับวิ่งหนีเสือหนึ่งชั่วโมงต่างกันอย่างไร ดังนั้นการวิ่งจะกระตุ้นให้ร่างกายเรียนรู้ว่าแอ็คชั่นที่เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งใด และมันจะปรับความเข้าใจของต่อมไทรอยด์ได้ในระยะยาวนั่นเอง

post

ความเข้าใจพื้นฐานก่อนเริ่มต้นการวิ่ง

การวิ่งอาจจะเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดบนโลก และผู้คนหลายร้อยล้านคนก็รักการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง แค่เพียงมีรองเท้าวิ่งสักคู่กลับเส้นทางที่จะไป คุณก็สามารถเปิดประตูสู่โลกการวิ่งได้แล้ว

ประโยชน์ของการวิ่ง

เป็นคำถามที่ง่าย ๆ แต่เวลาให้นึกคำตอบไม่ค่อยง่ายนัก นั่นเพราะแต่ละคนออกวิ่งด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันไป ซึ่งรวบรวมมาได้ประมาณต่อไปนี้

1. การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างหนึ่ง

2. ช่วยในการลดน้ำหนักอย่างได้ผล

3. เป็นกิจกรรมที่ทำได้ในราคาไม่แพง

4. สามารถทำได้ทั้งในร่มหรือออกไปกลางแจ้ง

5. การวิ่งช่วยให้สมองผ่อนคลาย ระบายความเครียดได้

6. การวิ่งสามารถทำด้วยตัวคนเดียวก็ได้ ทำร่วมกันกับคนอื่นก็ได้โดยไม่จำกัด

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเคลื่อนไหวร่างกาย การวิ่งนั้นทำให้หัวใจและปอดได้ทำงาน ซึ่งช่วยให้เกิดการสูบฉีดของเลือดและออกซิเจนอย่ามีประสิทธิภาพ เผาผลาญคาร์บอนไดออกไซด์และขยะเสียจากเซลล์ในร่างกาย ในขณะที่หัวใจเต้นแข็งแรงขึ้น มันก็ปั้มสูบฉีดเลือดออกไปโดยมีผลเสียกับร่างกายน้อยที่สุด ถ้าสรุปในส่วนนี้ก็ประกอบด้วย ขยายขนาดของปอดให้พองโตมากขึ้น, เพิ่มกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม, ลดระดับคอเรสเตอรอลและทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น

ในส่วนของกล้ามเนื้อและกระดูกที่เกิดจากการวิ่งอย่างสม่ำเสมอควบคู่กับการเล่นเวท นักวิ่งจะมีกระดูกที่แข็งแรง มีมวลกระดูกเพิ่ม กล้ามเนื้อจะแข็งแรงและใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่กำลังเป็นประจำเดือนหรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน การวิ่งจะช่วยบรรเทาเรื่องนี้ได้มาก

ในทางด้านสภาวะอารมณ์ การวิ่งทำให้รู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรก นั่นเพราะเป็นความรู้สึกที่คุณเริ่มต้นด้วยความอยากวิ่งเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่ออกวิ่งเพราะต้องวิ่ง ดังนั้นการวิ่งทำให้รู้สึกร่าเริง เอ็นโดฟินที่หลั่งออกมาทำให้รู้สึกมีความสุข ร่างกายได้ปลดปล่อยพลังงาน ซึ่งร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมที่ในระยะยาวจะแข็งแรงขึ้น

สำหรับการลดน้ำหนัก การวิ่ง 1 ชั่วโมงช่วยเผาผลาญแคลอรี่ออกไปจากร่างกายในระดับที่ไม่น่าเชื่อ เพราะมีการบันทึกว่า คนที่หนักราว 70 กิโลกรัม การจ็อกกิ้งระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตรในหนึ่งชั่วโมง ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ไป 584 แคลอรี่ และเพิ่มเป็น 728 แคลอรี่ในคนหนักราว 90 กิโลกรัม หากเป็นคนที่หนัก 105 กิโลกรัมขึ้นไปจะเผาผลาญถึง 872 แคลอรี่ แต่ถ้าเป็นการวิ่งประมาณ 12-13 กิโลเมตรในหนึ่งชั่วโมง การเผาผลาญจะสูงขึ้นเกือบสองเท่า

รู้อย่างนี้หลายคนคงต้องหาแรงจูงใจที่จะเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการวิ่งเสียที

post

วิธีปลุกแรงบันดาลใจให้คุณอยากออกไปวิ่ง

เชื่อว่าหลายคนพยายามหาเหตุผลที่จะเริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่ใช่นักกีฬา นักวิ่งหรือแม้แต่นักวิ่งมือใหม่ การจะกระตุ้นให้ตัวเองออกไปวิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีชีวิตก็ยุ่ง บางทีอากาศก็ไม่เป็นใจหรือบางทีก็ใกล้ได้เวลาละครทางช่องเน็ตฟิกที่ติดตามอยู่ นั่นแหละคืออำนาจที่แข็งแรงกว่าได้เอาชนะการออกไปวิ่งแล้ว

จะทำอย่างไรให้มีแรงจูงใจที่จะออกไปวิ่ง? (โดยเฉพาะถ้าเงื่อนไขอย่างเช่น ต้องตื่นตี 5 ออกไปวิ่งตากน้ำค้างและลมหนาวในความมืด)

ต่อไปนี้คือ 8 วิธีการเอาชนะใจตัวเองและกระตุ้นให้ออกวิ่งได้ถึงแม้ว่าใจจะไม่อยากวิ่งก็ตาม

1. แค่ออกไป

ฟังดูเป็นเรื่องที่ง่ายและชัดเจน แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะอุปสรรคที่ขัดขวางการแค่ออกไปอยู่ตรงที่เรามักตั้งช้อยส์ให้เลือกว่า “ไปหรือไม่ไปดี?” ดังนั้นอย่าปล่อยให้มีความคิดอื่นใดที่เป็นทางเลือกนอกจากการวิ่ง และฝึกความคิดนี้ทุกวันจนกว่าจะวิ่งได้โดยไม่อิดออด บางทีคุณอาจจะต้องการทริคเล็กน้อยเพื่อตัดช้อยส์ที่ยุ่งยากออกด้วยการนอนทั้งชุดที่คุณจะออกมาวิ่งได้ เมื่อนาฬิกาปลุกเงื่อนไขในการลุกมาเปลี่ยนชุดจะหมดไป เหลือแค่การลงมือวิ่งเพราะได้เวลาแล้ว

2. ลงตารางวิ่งไว้ในตารางงาน

ทำให้มันดูเหมือนว่าการวิ่งเป็นหน้าที่ต้องทำอย่างหนึ่ง และให้ความสำคัญกับมันเหมือนตารางนัดหมายงาน เพราะถ้าคุณบอกว่าชีวิตคุณยุ่ง มันก็จะยุ่งถึงแม้ว่าบางทีไม่ได้ยุ่งขนาดนั้นก็ตาม สุ่มเลือกเวลาซักชั่วโมงที่เป็นไปได้ว่าคุณจะวิ่งโดยไม่ติดขัดอะไร หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยี่สิบนาที

3. เจียดเวลาสังสรรค์มาเป็นเวลาวิ่ง

หลังเลิกงานที่คุณเคยลงตารางนัดเจอเพื่อน ปาร์ตี้หรือมีเดต คุณก็เอาเวลาตรงนั้นมาวิ่งเสียบ้าง ฟังดูคล้ายข้อ 2 แต่ในข้อนี่ต่างไปตรงที่คุณต้องเอาเวลาที่คุณทำสิ่งที่มีความสุขมาเปลี่ยนเป็นเวลาวิ่ง แน่นอนว่ามันทำให้เวลาเข้าสังคมคุณลดลง ทางออกที่ดีคือหาเพื่อนมาวิ่งกับคุณเสียเลย

4. ให้รางวัลตัวเองเมื่อวิ่ง

การตอบแทนความพยายามของตัวเองเป็นเครื่องมือจูงใจที่ดี คุณอาจจะกำหนดสิ่งที่คุณอยากได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น อนุญาตตัวเองกินชีสเค้กร้านโปรดถ้าวิ่งครบสัปดาห์ หรือซื้ออะไรใหม่ให้ตัวเองหากวิ่งครบเดือน แต่ต้องจำไว้ว่าของรางวัลนั้นต้องไม่มากมายเกินไป เพราะคุณได้ของรางวัลที่ดีที่สุดคือสุขภาพร่างกายอยู่แล้ว

5. แต่งตัวให้สนุก

ฟังดูงี่เง่าเล็กน้อย แต่การที่คุณเลือกสรรการแต่งกายเพื่อออกไปวิ่งเป็นอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการได้ใส่ชุดใหม่หรืออุปกรณ์ใหม่ที่เพิ่งซื้อ ยิ่งถ้าลองใส่แล้วออกมาดูดี มันก็ควรทำให้คุณมั่นใจที่จะออกไปวิ่ง เพราะการดูดีและความรู้สึกดีทำให้วิ่งได้มากขึ้น

6. เข้ากลุ่มวิ่งวันหยุด

มันจะมีคนกลุ่มเดียวกันกับคุณที่สะดวกในการออกมาวิ่งในวันหยุด ส่วนใหญ่มักเริ่มจากกลุ่มคุยเรื่องปัญหาวิ่ง คุณก็เข้ากลุ่มกับเขา เมื่อถึงวันหยุดที่มีนัดหมายวิ่ง คุณก็มาร่วมและถือโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศไปในตัว บางกลุ่มไม่ใช่แค่วิ่งจบ พวกเขายังอาจจะรวมไปถึงมื้อบรันซ์ (เช้ารวมเที่ยง) ที่ได้กินดื่มและพูดคุยกันหลังวิ่งเสร็จด้วย ลองหากลุ่มที่เข้ากันได้แล้วออกไปร่วมกับพวกเขาดู

7. ดาวน์โหลดเพลงโปรดไว้ฟังยามวิ่ง

แต่ละคนมีความชอบในเสียงเพลงไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกันกับการที่เพลงกระตุ้นอารมณ์ให้อยากออกไปวิ่งไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นจัดเพลย์ลิสต์สำหรับตัวเองแบบที่มันจะช่วยให้คุณรู้สึกได้แรงกระตุ้นที่จะวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ และอย่าลืมให้ดาวกับเพลงที่ส่งพลังให้คุณเป็นพิเศษ

8. บอกตัวเองว่าโชคดีที่ได้วิ่ง

ทุกครั้งที่เสร็จจากการวิ่งและกลับเข้าบ้าน ให้หาวิธีบอกตัวเองว่ามีความสุขจากการได้ออกไปวิ่ง เก็บมันไว้เป็นแรงจูงใจให้ออกไปวิ่งอีกและวิ่งอีก อาจจะโพสต์ภาพถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน หรือเล่าถึงมันว่าทำให้รู้สึกดีอย่างไร

post

ประเภทการแข่งขันวิ่ง เพื่อประลองศักยภาพความเป็นหนึ่งของโลก

ร่างกายและสรีระของมนุษย์นอกจากจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดำรงชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว ยังถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประลองความเป็นหนึ่งในศักยภาพที่แฝงอยู่ในทุกด้านอณูของร่างกาย เพื่อเป็นที่หนึ่งในด้านนั้น ๆ อีกด้วย โดยในการประลองศักยภาพที่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมานั้น ถูกเรียกในอีกนัยยะหนึ่งว่า “กีฬาการแข่งขัน” ซึ่งสิ่งที่เรียกว่ากีฬาการแข่งขันนั้นมีอยู่หลายประเภทหลายรูปแบบ แต่มีเพียงกีฬารูปแบบเดียวที่สามารถทำให้ทุกคนมาทดสอบศักยภาพกันได้โดยง่าย คือ รูปแบบกีฬาการวิ่งที่ทดสอบศักยภาพด้านความเร็ว ที่แม้แต่เด็กก็สามารถเข้าชิงชัยได้

การวิ่ง เป็นวิธีการใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่งที่ติดตัวของทุกคนมาตลอดหลังจากการคลานและเดิน โดยทุกคนสามารถปะลองความเร็วกันได้ตั้งแต่สามารถวิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้กีฬาการวิ่งมีการแข่งขันกันในหลายระดับอายุ และในหลายรูปแบบการแข่งขัน ทั้งแบบระยะใกล้ระยะไกล แบบที่ต้องใช้ความเป็นทีมช่วยเหลือกัน และแบบที่จะต้องใช้พละกำลังเพิ่มเข้ามาในการข้ามสิ่งกีดขวาง ดังนั้นกีฬาการแข่งขันวิ่งจึงเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถเลือกแข่งขันตามความถนัดได้ พร้อมทั้งสามารถวัดศักยภาพในตัวเองได้ว่ามีขีดจำกัดมากน้อยเท่าไหร่

ประเภทการวิ่งในระดับประเทศได้ถูกจำแนกออกเป็นสองแบบ คือแบบกีฬาระดับโลกและแบบกีฬาพื้นบ้าน โดยในแบบการแข่งขันวิ่งพื้นบ้านในประเทศไทยนั้น จะประกอบไปด้วยการแข่งขันวิ่งเปรี้ยว, วิ่งสามขา, วิ่งตะขาบ, วิ่งกระสอบ และวิ่งท่อ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะเป็นการแข่งขันที่จัดอยู่ในการแข่งขันตามสถาบันการศึกษาและตามการจัดงานท้องถิ่นต่าง ๆ ส่วนการแข่งขันการวิ่งในระดับโลกนั้นได้ถูกเรียกรวมลงไปกับการแข่งขันกีฬาชนิดอื่น และได้ถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่ากรีฑา และยังได้ถูกแบ่งออกมาอีกเป็น 2 แบบ คือ แบบระยะสั้นและแบบระยะยาว โดยในแบบระยะสั้นนั้นประกอบไปด้วย การแข่งขันวิ่งระยะ 100-800 เมตร, การแข่งขันวิ่งผลัด และการแข่งขันวิ่งกระโดดข้ามรั้ว ส่วนในแบบระยะยาวนั้นจะมีการเรียกการแข่งขันวิ่งในแบบนี้ว่ามาราธอน ซึ่งทั้งหมดนั้นถูกบรรจุลงในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ซึ่งเป็นรายการทดสอบศักยภาพอันดับหนึ่งของโลก

ทั้งในระดับโลกและในระดับพื้นบ้าน ประเภทการแข่งขันวิ่งในแต่ละรูปแบบนั้นได้ถูกสรรสร้างขึ้นมาเพื่อประลองและทดสอบศักยภาพมนุษย์ ว่ามีขีดจำกัดสูงสุดแค่ใหน มีความสามัคคีมากน้อยเพียงใด และเพื่อที่จะได้รู้ว่าใครหรือทีมใด คือผู้ที่จะได้เป็นที่หนึ่งในโลก อีกทั้งยังทำให้กลายเป็นแบบอย่างแก่การฝึกทักษะ เพื่อทดสอบและรักษาสุขภาพของร่างกายให้มีความแข็งแร็งมากขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย

 

post

ปรับท่าวิ่งให้ถูกวิธี จะช่วยให้คุณไม่ต้องเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บ

                อาการบาดเจ็บเป็นอาการหนึ่งของการที่ร่างกายได้รับอุบัติเหตุในระหว่างทำการแข่งขันหรือฝึกซ้อมสำหรับการวิ่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการปฏิบัติไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากปกติ พร้อมทั้งยังได้เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติมาอย่างดีแล้วอีกด้วย แต่อาการบาดเจ็บยังคงสามารถแหวกช่องว่างที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นเข้ามาทำร้ายร่างกายได้อย่างไม่มีใครรู้ เพราะในความเป็นจริงแล้วความไม่รู้นั้นคือสาเหตุทั้งหมด ที่อาการบาดเจ็บได้ใช้เป็นช่องว่างเข้ามาทำร่างกาย ให้ได้รับอาการบาดเจ็บในการวิ่ง

การวิ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้มาตั้งแต่จำความได้หลังจากเดินได้อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งตามสถาบันการศึกษาในวิชาพละ ได้มีการสอนวิธีการวิ่งในชั่วโมงเรียนของทุกสถาบันทั่วประเทศ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปการวิ่งที่ได้ถูกสอนนั้นได้ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งได้ถูกความเคยชินของรูปแบบในการวิ่งเมื่อสมัยเด็กเข้ามาทดแทนที่ เนื่องจากเป็นการวิ่งที่มีลักษณะท่าทางการวิ่งสะสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งในท่าทางการวิ่งเหล่านั้นเป็นท่าทางการวิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงสามารถส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อร่างกายได้ ดังนั้นถ้าหากได้เรียนรู้ท่าทางวิ่งที่ถูกต้องแล้ว จะทำให้อาการบาดเจ็บจาการวิ่งที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวนั้น หายไปจากชีวิตได้

โดยการวิ่งที่ถูกต้องนั้น เริ่มจากหัวที่ต้องตั้งตรงเป็นแกนเดียวกับลำตัวไม่ก้มหน้าหรือเงยหน้า และสายตาต้องมองตรงไปข้างหน้าในระยะ 30-40 เมตร เพื่อไม่ให้เกิดอาการปวดหลังตามมาเมื่อวิ่งเสร็จ ต่อมาลำตัวต้องตั้งเป็นเส้นตรงให้เป็นแกนเดียวกับหัวที่ตั้งตรงลงมา พร้อมทั้งทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยและไม่ควรหมุนตัวไปมาขณะวิ่ง ส่วนมือและแขนนั้นให้กำมือแบบหลวม ๆ พร้อมกับเกร็งข้อมือเอาไว้ไม่ให้เสียการควบคุมในการทรงตัวในเวลาที่วิ่ง รวมถึงแขนต้องแกว่งขึ้นลงเป็นจังหวะให้สัมพันธ์กัน เมื่อได้เรียนรู้ท่าทางด้านบนแล้วท่าทางส่วนที่สำคัญที่สุดที่ต้องเรียนรู้เป็นส่วนสุดท้ายของการวิ่งคือ เท้า ที่ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องทำให้ถูกต้องที่สุด โดยเท้าจะต้องลงน้ำหนักในการวิ่งที่ปลายเท้าและส้นเท้าสลับกันไปมาเพื่อไม่ให้เป็นการใช้น้ำหนักในส่วนหน้าหรือส่วนหลังเพียงอย่างเดียว จนนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บที่ตามมาในภายหลัง

ทั้งหมดคือวิธีการวิ่งที่ถูกวิธีอันนำมาซึ่งความปลอดภัยจากกอาการบาดเจ็บ และความสบายใจหลังจากได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง และสำหรับผู้ที่ต้องการให้ร่างกายมีความแข็งแกร่งเพิ่มเติมในการวิ่งเพื่อไม่ให้เกิดความล้าหรือความทรุดโทรมทางร่างกายเมื่อมีอายุมากมากขึ้น ให้ฝึกการออกกำลังกายตามข้อหัวเข่า ข้อเท้าและข้อมือเพิ่มเติมในการเตรียมความพร้อมก่อนการวิ่งในทุก ๆ ครั้งต่อไป

 

post

วิธีการวิ่งแบบ HIIT เพื่อสุขภาพและลดไขมันส่วนเกินของยุคสมัยใหม่

                การวิ่งเพื่อการแข่งขันหรือการวิ่งเพื่อลดน้ำหนักนั้น ล้วนแต่เป็นการทำเพื่อสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้น โดยในการวิ่งนั้นมีศาสตร์การปฏิบัติท่าทางการวิ่งและวิธีการวิ่งหลายรูปแบบเพื่อนำไปใช้ในเป้าหมายต่าง ๆ อาทิ เช่น ศาสตร์วิธีการวิ่งเพื่อการแข่งขันวิ่งมาราธอน ศาสตร์วิธีการวิ่งที่ถูกต้องเพื่อการออกกำลังกาย และศาสตร์วิธีการวิ่งเพื่อการลดไขมันส่วนเกิน ซึ่งในศาสตร์วิธีการวิ่งเพื่อลดไขมันส่วนเกินนั้น ยังได้จำแนกวิธีทางการปฏิบัติออกมาอีกหลายแบบ โดยวิธีการวิ่งแบบ HIIT นั้นเป็นวิธีการวิ่งเพื่อลดไขมันส่วนเกินแบบแผนใหม่ ที่เป็นที่นิยมในยุคปัจจุบันและหน้าเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติตาม

HIIT หรือ High intensity interval training คือการวิ่งเพื่อเผาผลาญไขมันโดยการออกกำลังกายอย่างหนัก พร้อมกับการออกกำลังกายเบา ๆ สลับกันไปมาในการออกกำลังกายในเวลาเดียวกัน ซึ่งการวิ่งแบบนี้ได้มีการทำวิจัยพิสูจน์อย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัย The American College of Sports Medicine หรือ ACSM ว่าเป็นวิธีการวิ่งที่ดีที่สุดในการลดไขมันออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่ม พร้อมทั้งช่วยทำให้ออกซิเจนเข้าไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำให้ร่างกายนอกจากจะลดไขมันส่วนเกินแล้วยังแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีการวิ่งแบบ HIIT นั้นจะใช้เวลาในการออกกำลังกายทั้งหมดประมาณ 20-25 นาที โดยต้องเริ่มจากการเลือกอุปกรณ์หรือวิธีการในการออกกำลังกายในรูปแบบที่สนใจก่อน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการเต้นแอโรบิค เป็นต้น หลังจากนั้นให้เริ่มวอร์มอัพ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการหลักของการวิ่ง ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการยืดหยุ่นร่างการเป็นการเตรียมความพร้อมในการวิ่งเป็นเวลา 15 นาที แล้วให้ออกกำลังในการปฏิบัติร่างกายอย่างสุดกำลังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องอยู่ในพละกำลังที่ร่างกายสามารถควบคุมได้เป็นเวลา 20-30 วินาที เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดให้ผ่อนแรงลงจนร่างกายกลับมาใช้พละกำลังในอัตราเดินแบบปกติเป็นเวลา 1 นาที หรือ นาทีครึ่ง ทำซ้ำสลับกันไปมาระหว่างความเร็วสูงสุดกับความเร็วต่ำสุดเป็นจำนวน 6 รอบ และทำการคูลดาวน์เป็นเวลา 15 นาที จึงเป็นการเสร็จสิ้นวิธีการออกกำลังกายลดไขมันแบบ HIIT ที่นิยมกันในปัจจุบัน

เวลาที่ใช้ในการออกกำลังกายแบบ HIIT นั้นเมื่อรวมกันแล้วจะใช้เวลาประมาณ 20-25 นาทีเท่านั้นในการออกกำลัง แต่คุณค่าของการละลายไขมันจะมากกว่าในแบบปกติถึง 9 เท่า เนื่องจากเป็นการแปรผันกระบวนการของร่างกายในภาวะฉับพลันให้เกิดปฏิกิริยาที่ใช้ไขมันเปลี่ยนเป็นพละกำลังในการออกกำลังกาย ซึ่งสำหรับผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจหรือความดันควรศึกษาให้ดีหรือปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะออกกำลังแบบ HIIT

 

post

การวิ่งเป็นยาขนานใหญ่ในการป้องกันโรคภัยไม่ให้เข้ามากล้ำกรายในชีวิต

                การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คือ ประโยคหนึ่งของคำนิยามที่กล่าวถึงสุขภาพร่างกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่ไม่มีโรคภัยเข้ามารุมทำร้ายให้รู้สึกเจ็บปวดและอ่อนแอ ซึ่งเป็นคำนิยามที่ผู้คนมักพูดถึงและมักใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิต อีกทั้งคำนิยามนี้ยังแฝงไปด้วยความหมายให้คำนึงถึงวิธีการที่จะต้องพึงปฏิบัติในการให้ร่างกายและชีวิตได้ปราศจากโรคภัยมารบกวน

การที่จะให้ชีวิตและร่างกายปราศจากโรคภัยนั้น สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายที่สุดเป็นอันดับแรกคือ การออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายมีวิธีการในการปฏิบัติมากมายหลายรูปแบบ แต่มีเพียงรูปแบบการออกกำลังแบบการวิ่งเท่านั้นที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ในทันทีกับทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่แบบไม่มีค่าใช้จ่ายสูงให้ต้องกังวล อีกทั้งการออกกำลังกายแบบการวิ่งยังเป็นการออกกำลังกายที่ได้บริหารทุกส่วน ทั้งภายในและภายนอกให้แข็งแกร่ง เพียงพอที่จะต้านโรคภัยไม่ให้เข้ามาทำร้ายร่างกายได้โดยง่าย

การวิ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายในและความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายนอก ซึ่งความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายในเป็นการเพิ่มขึ้นจากการที่เส้นเลือดขยายตัวขึ้นในขณะที่กำลังวิ่งทำให้ไขมันที่ติดค้างอยู่ในเส้นเลือดได้ถูกสลายออกไป พร้อมกับความดันที่มีอยู่ในร่างกายได้ลดอัตราความหนาแน่นลง จึงส่งผลให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด ทำให้หัวใจที่อ่อนแอนั้นมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น และเมื่อหัวใจมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นร่างกายที่ถูกควบคุมด้วยหัวใจนั้นก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้โรคภัยรอบกายไม่สามารถที่จะทำลายความแข็งแกร่งที่อยู่ภายในได้ ส่วนความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายนอกด้วยการออกกำลังกายแบบการวิ่งเป็นการเพิ่มพละกำลังในด้านของกล้ามเนื้อและผิวหนัง โดยเมื่อได้ออกกำลังกายแบบการวิ่งอย่างต่างเนื่องไขมันในทุกส่วนของร่างกายจะถูกเผาผลาญ ทำให้ลมและเลือดสามารถวิ่งแล่นได้อย่างคล่องตัว พร้อมทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและผิวหนังที่หย่อนคล้อยด้วยน้ำหนักของไขมันกลับมากระชับและตึงเพิ่มขึ้น ราวกับแผ่นหินผาที่โรคภัยไม่สามารถจะทะลวงเข้าไปได้

ดังนั้นการวิ่งจึงเป็นยาชิ้นเอกขนานแท้ที่สามารถต้านทานโรคภัยได้ทุกช่องทางไม่ให้เข้ามากล้ำกรายในชีวิต เนื่องจากความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกที่คอยต้านทานเอาไว้ ซึ่งถ้าหากใครต้องการที่จะมีร่างกายที่แข็งแรงก็สามารถที่จะออกกำลังโดยการวิ่งได้ทุกเมื่อ โดยจะต้องออกวิ่งในระยะเวลาขั้นต่ำประมาณ 15-30 นาที ประสิทธิภาพของการออกกำลังกายแบบการวิ่งนั้นจึงจะแสดงผลลัพธ์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน

 

post

อุปกรณ์เสริมการวิ่ง ที่นักวิ่งควรต้องเลือกใช้

                แรกเริ่มเดิมที การวิ่งเป็นการออกกำลังกายโดยการใช้แค่ร่างกายเท่านั้นในการออกกำลัง ต่อมาได้มีการสร้างอุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่งที่เรียกว่ารองเท้าขึ้นมา เพื่อให้มีความสะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับการวิ่งในทุกเส้นทาง อีกทั้งยังทำให้รักษาสมรรถนะของสภาพร่างกายให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในเวลาต่อมารองเท้าได้ถูกสรรสร้างพัฒนาให้มีความครอบคลุมในทุกเรื่องของการวิ่งที่ใช้เท้ามากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังได้สร้างสรรอุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่งในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมา ทำให้ให้การวิ่งธรรมดากลายเป็นการวิ่งเพื่อสร้างร่างกายให้สมบูรณ์ในยุคสมัยปัจจุบัน

อุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่งในยุคสมัยปัจจุบันได้มีการวิวัฒนาการออกมามากมายนับไม่ถ้วน พร้อมทั้งยังมีหลากหลายบริษัทได้นำออกมาจัดจำหน่ายกันอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายบนโลกออนไลน์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ  หรือตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ เพราะการออกกำลังกายแบบการวิ่งได้กลับมาเป็นที่นิยมกันอย่างมากในยุคปัจจุบัน เรียกได้ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถออกไปวิ่งได้

เมื่อเริ่มตัดสินใจวิ่งทั้งในระดับอาชีพหรือมือสมัครเล่น สิ่งที่ควรจะเริ่มเป็นอันดับแรกคือ การเตรียมตัวเลือกอุปกรณ์ที่ช่วยในเรื่องของการวิ่ง ให้สามารถวิ่งได้ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสิ่งแรกที่ควรต้องเลือกในการวิ่ง คือ รองเท้า ควรเลือกรองเท้าให้มีความกระชับ เป็นรองเท้าสำหรับการวิ่งโดยเฉพาะ เพราะถูกออกแบบมาให้ซับพอร์ทการวิ่งที่ต้องลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้ามาก ๆ

สิ่งต่อมาที่ควรเลือกชิ้นที่ 2 คือเสื้อผ้าที่ใช้ใส่สำหรับการวิ่ง โดยรูปแบบเสื้อผ้าที่เลือกควรจะเป็นเนื้อผ้า Polyester 100% ที่สามารถรัดรูปกับร่างกายพร้อมทั้งมอบความปลอดโปร่งสบาย และสามารถระบายเหงื่อให้แห้งเร็วได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนอุปกรณ์เสริมชิ้นที่ 3 ที่ต้องเลือกคือ หมวก ที่เอาไว้ใช้กันแดดกันลม
ชิ้นที่ 4 คือปลอกแขนซับเหงื่อ ที่คอยเอาไว้ซับเหงื่อไม่ให้ไหลเข้าดวงตาจนรบกวนสมาธิในการวิ่ง
ชิ้นที่ 5 กระเป๋าคาดเอวที่เอาไว้คอยเก็บสัมภาระกระจุระจิก รวมถึงไว้ใส่โทรศัพท์มือถือสำหรับการฟังเพลงในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ให้มีความสนุกสนาน
และชิ้นสุดท้ายชิ้นที่ 6 คือนาฬิกาสำหรับออกกำลังกายที่เอาไว้สำหรับนับจังหวะการเต้นของหัวใจ นับแคลลอรี่ และวัดระยะเส้นทางการวิ่งให้การวิ่งมีผลลัพธ์ที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทั้งหมดคืออุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่ง ที่นักวิ่งทุกคนควรต้องมีเตรียมพร้อมไว้สำหรับการวิ่งในทุกสนาม แต่ถึงแม้ว่าจะขาดอุปกรณ์เสริมบางชิ้นไป เราก็ยังวิ่งได้อยู่ ขอให้ดูปัจจัยทั้งฐานะ ความจำเป็นของนักวิ่งก่อนด้วยทุกครั้ง แต่รองเท้าวิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่

 

post

การวิ่งนอกจากจะได้กำลังและความแข็งแรงแล้ว ยังสามารถทำเพื่อโลกได้อีกด้วย

ผลลัพธ์แรกที่ได้จากการวิ่งออกกำลังกายนั้น คือ ร่างกายของตัวเองที่ทำให้มีสุขภาพดีขึ้น ต่อมาในผลลัพธ์ที่สองที่ได้จากการวิ่ง คือ เงินในกระเป๋า ที่เหลือให้ใช้มากขึ้น ไม่ต้องเอาไปจ่ายค่ายาในการรักษาพยาบาลจากโรคภัย ที่อาจจะเจ็บป่วยบ่อยเมื่อมีอายุมากขึ้น และผลลัพธ์ที่สามที่ได้จากการวิ่ง คือการได้พบปะมิตรภาพใหม่ ๆ ที่ได้พบเจอในระหว่างทางการวิ่ง ในผลลัพธ์ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเพียงเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการวิ่งยังสามารถทำเพื่อคนอื่นได้อีกด้วย

ในการวิ่งเพื่อบุคคลอื่น เป็นการวิ่งการกุศลที่ทุกคนสามารถทำได้เหมือนกับการทำบุญ แต่ได้เปลี่ยนจากการทำบุญให้กลายมาเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ ทั้งในผู้ด้อยโอกาสที่มีฐานะยากจน ผู้พิการที่ต้องการการดูแล และผู้ที่เผชิญปัญหาครอบครัว โดยมีมูลนิธิมากมายที่ได้ก่อตั้งขึ้นและจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนการกุศลเพื่อหาเงินบริจาคมาช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ตามแต่ละมูลนิธิ อาทิเช่น มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิปันรัก หรือมูลนิธิตับแห่งประเทศไทย เป็นต้น

นอกจากจะมีมูลนิธิที่จัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ ในชีวิตแล้ว ยังมีการวิ่งการกุศลโดยดารา นักร้อง นักแสดง ที่ได้วิ่งมาราธอนเพื่อโลกอีกด้วย ซึ่งบุคคลที่มีชื่อเสียงในการวิ่งมาราธอนเพื่อโลกที่ทุกคนรู้จักมากที่สุดในประเทศไทยคงหนีไม่พ้นศิลปินนักร้อง พี่ตูน บอดี้แสลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย ผู้ซึ่งวิ่งหาเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาล 11 โรงพยาบาล ในโครงการ ก้าวคนละก้าวตั้งแต่ภาคใต้ไปสุดที่ภาคเหนือ โดยสานต่อมาจากการวิ่งเพื่อโรงพยาบาลที่อำเภอบางสะพาน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์  โดยในการวิ่งตั้งแต่ใต้ไปสุดเหนือนั้นได้รับบริจาคเงินเป็นจำนวนถึง 1300 ล้านบาท เป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แต่ไม่ใช่มีเพียงบุคคลเดียวในวงการบันเทิงเท่านั้นที่ได้วิ่งมาราธอนการกุศลเพื่อโลก ยังมี โย ยศวดี, นาวินต้า และ ปู ไปรยา ที่ได้วิ่งตามรายการ การกุศลอื่น ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้ออกมาวิ่งเพื่อช่วยเหลือโลกและช่วยเหลือกันและกัน

ร่างกายที่แข็งแรงใจที่อิ่มเอมไปด้วยบุญไม่มีอะไรที่จะมีความสุขไปมากกว่านี้ ซึ่งทั้งหมดสามารถทำได้ด้วยการออกไปวิ่งเท่านั้น และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ในทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ไม่สนใจในการออกกำลังกายให้หันมาเริ่มออกกำลังกายไปด้วยกัน เพราะในการวิ่งนั้นนอกจากจะชวนมาทำเพื่อตนเองแล้วยังได้ชักชวนทำเพื่อมนุษย์โลกคนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลืออีกด้วย