post

แนะนำวิธีวิ่งอย่างไรไม่ให้มีอาการปวดเข่า

ว่ากันว่าเหรียญมักมีสองด้านเสมอ เรื่องทุกเรื่องในชีวิตคนเราก็เช่นกัน โดยในวันนี้เราจะมาพูดถึงด้านที่ไม่ดีของการออกกำลังกายด้วยการวิ่งกันบ้าง ซึ่งใคร ๆ ต่างก็รู้กันดีว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และช่วยลดความเครียดที่อาจจะเกิดจากปัญหาการทำงานหรือปัญหาชีวิตต่าง ๆ ที่ต้องพบเจอในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี แต่หากออกกำลังกายอย่างไม่ระมัดระวังหรือหักโหมร่างกายมากเกินไป ฝืนใช้ร่างกายขณะที่ไม่มีความพร้อมก็จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อเริ่มฝึกวิ่งใหม่ ๆ อาจจะวิ่งผิดวิธีทำให้มีอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่าได้ แล้วหากถามว่าอาการบาดเจ็บหรือปวดหัวเข่าที่เกิดจากการวิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดอาการดังกล่าวกันก่อนดังนี้

สาเหตุและที่มาของอาการปวดเข่า

อาการปวดเข่าที่เกิดจากการวิ่งส่วนมากมีสาเหตุมาจากการที่ข้อต่อบริเวณที่เชื่อมระหว่างกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งนั้นรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกที่มากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการปวดเข่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนสูงอายุ และเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศหญิง เนื่องจากเพศหญิงจะมีข้อจำกัดในเรื่องของความกว้างของสะโพกที่มีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย เพราะต้องมีพื้นที่เผื่อไว้สำหรับการคลอดลูก ทำให้ส่งผลในเรื่องของระบบการทรงตัวบริเวณหัวเข่าที่ทำได้ดีไม่เท่าผู้ชายนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามอาการปวดเข่าสามารถที่จะหลีกเลี่ยงหรือลดความรุนแรงลงได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

3 วิธีวิ่งอย่างไรให้ลดอาการปวดเข่า

1.การยืดกล้ามเนื้อและการวอร์มร่างกายก่อนและหลังการออกวิ่งทุกครั้ง เนื่องจากการยืดเหยียดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังการวิ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อปรับตัวเพื่อช่วยในเรื่องของการหมุนเวียนเลือดได้ดีเพิ่มยิ่งขึ้น ยิ่งเลือดหมุนเวียนได้ดีเท่าไร ก็จะช่วยลดอาการบาดเจ็บ ปวดเมื่อยที่อาจจะเกิดจากการออกกำลังกายไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

2.ควรเลือกรองเท้าที่ใช้สำหรับการวิ่งให้เหมาะสมกับตนเอง เนื่องจากรูปทรงเท้าของคนแต่ละคนไม่เท่ากัน อีกทั้งรูปแบบรองเท้าที่ถูกผลิตออกมานั้นก็เหมาะสมกับเท้าแต่ละแบบไม่เหมือนกันอีกด้วย ดังนั้นผู้ใช้งานจะต้องรู้จักเท้าของตัวเองให้ดีว่ามีลักษณะเป็นแบบไหน เพื่อที่จะได้สามารถเลือกซื้อรองเท้าวิ่งสำหรับเอาไว้ใช้งานให้เหมาะสมมากที่สุด เพราะเชื่อเหลือเกินว่าอุปกรณ์ที่ดีจะช่วย Support เท้าของเพื่อน ๆ ให้สามารถวิ่งได้ดีและช่วยลดอาการบาดเจ็บหัวเข่าที่อาจจะเกิดจากการกระแทกได้ดีตามไปด้วย

3.ไม่ควรวิ่งโดยก้าวเท้ายาวมากเกินไป เพราะจะทำให้หัวเข่าทำงานหนักโดยที่ไม่จำเป็น และไม่ควรยกเท้าสูงมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแรงกระแทกเพิ่มมากขึ้นได้นั่นเอง อีกทั้งควรเลือกวิ่งในบริเวณพื้นที่ที่ไม่ขรุขระมากเกินไปนัก

อย่างไรก็ตามหากเพื่อน ๆ คนไหนที่นำวิธีการเหล่านี้ไปใช้แล้ว แต่ยังมีอาการปวดเข่าเรื้อรังไม่หาย คำแนะนำที่ดีที่สุดคือควรไปให้แพทย์วินิจฉัยให้เร็วที่สุด เพราะคงจะเป็นการเสียความรู้สึกไม่น้อยหากว่าเพื่อน ๆ เป็นคนที่รักการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจแต่ไม่สามารถออกกำลังกายด้วยการวิ่งได้อีกต่อไป

post

แนะนำรองเท้าสวยและดีที่เหมาะสำหรับนักวิ่งปี 2019

อย่างที่ทราบกันดีว่ากีฬาวิ่งนั้น แค่มีรองเท้าคู่ใจที่ดีและเหมาะสมกับรูปทรงเท้าของตนเองซักหนึ่งคู่ ก็สามารถที่จะออกกำลังกายได้ถึงไหนถึงกันแล้ว แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้การวิ่งกำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย และแน่นอนว่าเมื่อความต้องการมีมาก ทางผู้ผลิตรองเท้าจากหลาย ๆ ยี่ห้อจึงมีสินค้ามากมายออกมาวางจำหน่ายให้เลือกซื้อหากันอย่างมากมาย มากจนบางที เพื่อน ๆ ที่เป็นนักวิ่งยังสับสนว่าควรซื้อยี่ห้อไหน รุ่นอะไรกันแน่ จึงจะดีและเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ดังนั้นอย่ากระไรเลยวันนี้เรามีรองเท้าสวย ๆ ดี ๆ ที่เหมาะสำหรับใช้เป็นตัวเลือกให้แก่นักวิ่งทั้งหลายในปี 2019 มาฝากกัน ไปดูเลย…             

1. รองเท้า Adidas Solarboost Shoes เป็นรองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้าของคนโดยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีรูปเท้าที่ค่อนข้างกว้างมากกว่าปกติ เพราะด้วยความที่ตัวรองเท้าด้านในไม่ได้มีพลาสติกเสริมเพิ่มเติมแต่อย่างไร ประกอบกับเนื้อผ้านด้านนอกที่ค่อนข้างกระชับ เป็นด้ายประเภท Parley ซึ่งเป็นพลาสติกจากทะเลที่ถูกนำมารีไซเคิล และออกแบบมาให้เหมาะกับรูปเท้า ส่งผลให้เท้าของผู้ที่สวมใส่จะไม่ถูกแรงกดทับหรือบีบรัดจนมากเกินไปนัก และด้วยความหนาของรองเท้าที่ไม่ได้หนาและหนักจนเกินไป ประกอบกับความยืดหยุ่นของพื้นรองเท้าด้วยแล้ว ส่งผลให้รองเท้าคู่นี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นรองเท้าอเนกประสงค์ที่สามารถใช้สวมใส่เพื่อวิ่งได้ทั้งระยะทางใกล้และไกล

2. รองเท้า Mizuno Wave Rider 20 หนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ “Mizuno” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้ากีฬาที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้ว่าดีสำหรับผู้ใช้งาน ดังนั้นในเรื่องของคุณภาพและความสวยงามจึงเชื่อถือได้อย่างแน่นอน โดยรองเท้าในรุ่นนี้นั้นก็ถูกพัฒนามาจนถึงรุ่นที่ 20 กันแล้ว ซึ่งต้องบอกเลยว่าครั้งนี้ทางผู้ผลิตเน้นในเรื่องของความใส่ใจ ตั้งใจให้ตัวรองเท้ามีน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา และมีระบบป้องกันการกระแทกที่อาจจะเกิดจากการวิ่งให้มีประสิทธิภาพสูงเพิ่มมากขึ้น โดยด้วยตัวดีไซน์ และเทคโนโลยีการผลิตต่าง ๆ ที่ใส่มาไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี New Cloudwave ที่ช่วยกันกระแทกได้เป็นอย่างดีให้กับเท้า เทคโนโลยีตาข่าย Triple Zone เพื่อการระบายอากาศที่ดีขึ้น หรือเทคโนโลยี Dynamotion Fit ที่ทำให้ตัวรองเท้ามีความยืดหยุ่นรับกับรูปเท้าขณะวิ่งมากขึ้น เป็นต้น ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าคุณภาพรองเท้าคู่นี้คุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแน่นอน

3. รองเท้า ASICS HyperGEL-KENZEN อีกหนึ่งแบรนด์รองเท้าจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความใส่ใจในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะช่วยเอื้อประโยชน์และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ชาวโลกเพิ่มมากขึ้น โดยรองเท้ารุ่นนี้ของ ASICS มาพร้อมกับนวัตกรรมพิเศษอย่าง Hyper Gel ที่ใส่เพิ่มเติมเข้ามาในส่วนที่เป็นตัวรองเท้าตรงบริเวณ Midsole เพื่อช่วยในเรื่องของการรองรับรูปทรงและน้ำหนักเท้าที่ดีเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้การเคลื่อนไหว และการเคลื่อนตัวไปของเท้านั้นเป็นไปอย่างธรรมชาติมากที่สุด เรียกได้ว่านี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ทาง ASICS ใส่คุณสมบัติตัวนี้เพิ่มเข้ามาให้กับผู้ใช้งาน นอกจากนี้การออกแบบรองเท้าคู่นี้ยังได้มีการเพิ่มการผสมผสานระหว่าง TPU และ Gel ที่มีคุณสมบัติในการรองรับแรงกระแทก และลดแรงเสียดทานที่อาจจะเกิดขึ้นขณะวิ่งได้ดี เพราะวัสดุเป็นรูปแบบฟองน้ำที่เหมาะสำหรับป้องกันการกระแทกได้ดีนั่นเอง ด้วยคุณสมบัติข้อนี้จึงทำให้ผู้ที่สวมใส่รองเท้าคู่นี้สามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็วว่องไวขึ้นนั่นเอง

สุดท้ายนี้แม้ว่ารองเท้าดีจะทำให้เพื่อน ๆ สามารถวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ก็ต้องไม่ลืมใส่ใจในเรื่องของวิธีการวิ่งให้ถูกต้องถูกวิธีอีกด้วย ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมมากเกินไป เพราะก็อย่างที่ทราบกันดีว่าอะไรที่มากเกินไปมักไม่ดี ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการออกกำลังกายก็เช่นกัน

post

วิ่งอย่างไรให้สนุกและสามารถเก็บข้อมูลการวิ่งได้อย่างมีชั้นเชิง

หากจะนึกถึงกีฬาสักชนิดที่เป็นที่นิยมในหมู่ของคนรักสุขภาพ ชอบดูแลสุขภาพตัวเองโดยการออกกำลังกายเพื่อ เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ และระบบการทำงานของหัวใจ เป็นกีฬาที่ไม่มีอุปกรณ์ยุ่งยากก็สามารถออกได้ เป็นกีฬาที่สามารถทำได้ทันทีโดยลำพังคนเดียวแล้วล่ะก็ เชื่อว่า “กีฬาวิ่ง” จะต้องเป็นหนึ่งในกีฬาที่ผู้คนนึกถึงมาเป็นอันดับแรก ๆ แน่ ๆ ยิ่งในปัจจุบันนี้กระแสของการวิ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากที่ประเทศไทยได้มีการจัดกิจกรรมวิ่งประเภทต่าง ๆ จำนวนงานเพิ่มขึ้นทุกปี เรียกได้ว่าถ้าอยากวิ่ง แค่กดค้นหางานวิ่งก็มีให้เลือกกันอย่างมากมายแล้ว

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่เป็นนักวิ่งไม่ว่าจะหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ การที่จะไปวิ่งตามงานต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นระยะ 5 – 10 กิโลเมตร หรือจะ 21 – 42.195 กิโลเมตร การฝึกซ้อมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการซ้อมวิ่งจะทำให้นักวิ่งสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นในการวิ่งแต่ละครั้ง อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายให้มีการออกกำลังกายอยู่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย วันนี้เราจึงมีแอปพลิเคชันสำหรับนักวิ่งมาแนะนำกัน เพื่อช่วยให้การวิ่งของท่านทั้งหลายน่าสนุก และสามารถเก็บข้อมูลสถิติการวิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เริ่มกันที่แอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “Strava” ซึ่งเป็นแอปฯ ที่สามารถเก็บรายละเอียดข้อมูลการออกกำลังกายได้ทั้งชนิดกีฬาวิ่งและปั่นจักรยาน เป็นแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาให้มีความสามารถในการจัดเก็บสถิติข้อมูลการวิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ฟีเจอร์หลัก ๆ ที่เจ้าแอปฯ ตัวนี้สามารถทำได้ คือ การบันทึกข้อมูลระยะทาง/เส้นทางที่ใช้ในการวิ่ง โดยอาศัยการทำงานร่วมกับระบบติดตามพิกัดตำแหน่งจากตัวเครื่องโทรศัพท์ วิเคราะห์เวลาที่ใช้ในการวิ่งแต่ละครั้ง มีฟังก์ชันให้ใส่ข้อมูลรองเท้าที่ใช้ในการวิ่ง เพื่อวิเคราะห์อัตราการเสื่อมของรองเท้าที่ใช้วิ่งได้อีกด้วย

นอกจากนี้เจ้าแอปฯ ตัวนี้ยังสามารถรองรับข้อมูลได้จากหลากหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา GPS  หรือการซิงค์ข้อมูลการวิ่งที่เคยจัดเก็บไว้ในแอปพลิเคชันอื่น ๆ เนื่องจากมีเว็บหลักที่เอาไว้สำหรับเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้นั่นเอง อย่างไรก็ดีฟีเจอร์เพิ่มเติมแบบ Premium ที่ต้องเสียเงินค่าบริการเพิ่มเติมก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น ฟีเจอร์โค้ชส่วนตัวที่จะคอยแนะนำโปรแกรมการวิ่งที่เหมาะสมให้กับผู้ใช้งาน หรือ ฟีเจอร์ Live ที่สามารถดูเพื่อนวิ่งได้อีกด้วย เรียกได้ว่าแอปฯ นี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างครบครันทีเดียว

แอปพลิเคชันสำหรับนักวิ่งอีกหนึ่งแอปฯ ที่เราจะแนะนำกันก็คือ “Emdomondo” ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นแอปฯ ที่เหมาะกับนักวิ่งที่ชอบเข้าสังคมเป็นอย่างมาก เพราะหนึ่งในฟีเจอร์สุดเจ๋งของเจ้าแอปฯ ตัวนี้ ก็คือ Community นักวิ่งนั่นเอง โดยการทำงานของ Community นี้ เปรียบเหมือนการเล่น Social Network ของนักวิ่งด้วยกันเอง ยกตัวอย่างเช่น นักวิ่งที่เข้าร่วมจะสามารถเล่นกิจกรรมที่เป็น Challenges ในแต่ละวันได้ แล้วในทุก ๆ เดือนผู้ที่สะสมระยะทางวิ่งได้มากที่สุดก็จะได้รับรางวัลไป โดยนักวิ่งก็จะสามารถติดตามดู Activity ของเพื่อนนักวิ่ง หรือแม้แต่ดูเพื่อนวิ่งแบบ Live ได้กันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจของเจ้าแอปฯ นี้ยังประกอบไปด้วย การบันทึกกิจกรรมต่าง ๆ ในการวิ่ง ระบบแนะนำโปรแกรมการวิ่งชนิดที่เรียกได้ว่าเปรียบเสมือนมีโค้ชส่วนตัวไว้สำหรับแนะนำการวิ่งกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ตัวแอปพลิเคชันยังสามารถรองรับการทำงานร่วมกับ Apple Watch ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นแอปพลิเคชันสำหรับนักวิ่งตัวหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

อย่างไรก็ดีขอให้เพื่อนสนุกไปกับการวิ่ง เพราะไม่ว่าจะใช้แอปพลิเคชันใดในการเก็บสถิติข้อมูลการวิ่ง แต่หลักใหญ่ใจความแล้ว ก็คือการพาร่างกายตัวเองให้ออกมาวิ่ง ออกมาออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดี ดังนั้นเลือกซักแอปฯ ที่ถูกใจคุณแล้วออกไปวิ่งเพื่อสุขภาพที่ดีกันได้เลย

post

การวิ่งเป็นยาขนานใหญ่ในการป้องกันโรคภัยไม่ให้เข้ามากล้ำกรายในชีวิต

                การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คือ ประโยคหนึ่งของคำนิยามที่กล่าวถึงสุขภาพร่างกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่ไม่มีโรคภัยเข้ามารุมทำร้ายให้รู้สึกเจ็บปวดและอ่อนแอ ซึ่งเป็นคำนิยามที่ผู้คนมักพูดถึงและมักใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิต อีกทั้งคำนิยามนี้ยังแฝงไปด้วยความหมายให้คำนึงถึงวิธีการที่จะต้องพึงปฏิบัติในการให้ร่างกายและชีวิตได้ปราศจากโรคภัยมารบกวน

การที่จะให้ชีวิตและร่างกายปราศจากโรคภัยนั้น สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายที่สุดเป็นอันดับแรกคือ การออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายมีวิธีการในการปฏิบัติมากมายหลายรูปแบบ แต่มีเพียงรูปแบบการออกกำลังแบบการวิ่งเท่านั้นที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ในทันทีกับทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่แบบไม่มีค่าใช้จ่ายสูงให้ต้องกังวล อีกทั้งการออกกำลังกายแบบการวิ่งยังเป็นการออกกำลังกายที่ได้บริหารทุกส่วน ทั้งภายในและภายนอกให้แข็งแกร่ง เพียงพอที่จะต้านโรคภัยไม่ให้เข้ามาทำร้ายร่างกายได้โดยง่าย

การวิ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายในและความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายนอก ซึ่งความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายในเป็นการเพิ่มขึ้นจากการที่เส้นเลือดขยายตัวขึ้นในขณะที่กำลังวิ่งทำให้ไขมันที่ติดค้างอยู่ในเส้นเลือดได้ถูกสลายออกไป พร้อมกับความดันที่มีอยู่ในร่างกายได้ลดอัตราความหนาแน่นลง จึงส่งผลให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด ทำให้หัวใจที่อ่อนแอนั้นมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น และเมื่อหัวใจมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นร่างกายที่ถูกควบคุมด้วยหัวใจนั้นก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้โรคภัยรอบกายไม่สามารถที่จะทำลายความแข็งแกร่งที่อยู่ภายในได้ ส่วนความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายนอกด้วยการออกกำลังกายแบบการวิ่งเป็นการเพิ่มพละกำลังในด้านของกล้ามเนื้อและผิวหนัง โดยเมื่อได้ออกกำลังกายแบบการวิ่งอย่างต่างเนื่องไขมันในทุกส่วนของร่างกายจะถูกเผาผลาญ ทำให้ลมและเลือดสามารถวิ่งแล่นได้อย่างคล่องตัว พร้อมทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและผิวหนังที่หย่อนคล้อยด้วยน้ำหนักของไขมันกลับมากระชับและตึงเพิ่มขึ้น ราวกับแผ่นหินผาที่โรคภัยไม่สามารถจะทะลวงเข้าไปได้

ดังนั้นการวิ่งจึงเป็นยาชิ้นเอกขนานแท้ที่สามารถต้านทานโรคภัยได้ทุกช่องทางไม่ให้เข้ามากล้ำกรายในชีวิต เนื่องจากความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกที่คอยต้านทานเอาไว้ ซึ่งถ้าหากใครต้องการที่จะมีร่างกายที่แข็งแรงก็สามารถที่จะออกกำลังโดยการวิ่งได้ทุกเมื่อ โดยจะต้องออกวิ่งในระยะเวลาขั้นต่ำประมาณ 15-30 นาที ประสิทธิภาพของการออกกำลังกายแบบการวิ่งนั้นจึงจะแสดงผลลัพธ์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน