post

เทคนิคการฝึกวิ่งมาราธอนระยะสั้นให้วิ่งได้จนจบการแข่งขัน

                นอกจากการวิ่งจะเป็นการออกกำลังกาย และเป็นกีฬาที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกแล้ว การวิ่งยังเป็นการท้าทายศักยภาพส่วนบุคคลในชีวิตได้อีกด้วย โดยการแข่งขันมาราธอนในปัจจุบันนั้น ได้มีการจัดการแข่งขันขึ้นมามากมายหลายรายการ ซึ่งในแต่ละรายการนั้นเป็นการวิ่งเพื่อความบันเทิงและสนุกสนาน เพื่อให้ได้รับสุขภาพที่ดีไปพร้อมกันกับความบันเทิงในการวิ่ง

การแข่งขันวิ่งมาราธอน คือ การแข่งขันวิ่งระยะทางไกลตั้งแต่ 10 กิโลเมตร ขึ้นไป โดยที่ใครสามารถเป็นผู้ไปถึงเส้นชัยก่อนได้นั้นจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันในแต่ละรายการ ซึ่งสำหรับผู้ที่ได้ฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีแล้ว จะสามารถวิ่งแข่งขันกับนักวิ่งรายอื่นได้อย่างง่ายดาย เพื่อจะไปให้ถึงเส้นชัยเป็นคนแรก แต่สำหรับนักวิ่งที่ลงแข่งในรายการแรกหรือยังเป็นมือสมัครเล่นที่พึ่งเริ่มลงแข่ง อาจจะทำให้ไปไม่ถึงเส้นชัยได้อย่างง่าย จนอาจจะต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันกลางคัน เนื่องจากไม่มีแรงและพละกำลังในการวิ่งไปให้ถึงเส้นชัย ดังนั้นหากได้เรียนรู้เทคนิคที่ในการวิ่งมาราธอนก่อนที่จะลงแข่งนั้น จะทำให้สามารถวิ่งได้จนจบการแข่งขัน

เทคนิคการฝึกวิ่งมาราธอนก่อนที่จะลงแข่งขันจริงนั้น จะต้องใช้เวลาฝึกซ้อมก่อนแข่งประมาณ 8-16 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับระยะทางที่คุณได้ลงแข่ง โดยเริ่มในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ด้วยการใช้จังหวะการวิ่งช้าในอัตราการวิ่งที่สม่ำเสมอเป็นเวลา 30-60 นาที เพื่อที่จะได้รู้จังหวะในการวิ่งของตัวเองเสียก่อน และเป็นการปรับร่างกายตัวเองให้พร้อมรับการฝึก ในช่วงทำการฝึกจะต้องมีวันพัก วันหยุด บ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รักษากล้ามเนื้อที่สึกหรอ สำหรับผู้ที่จริงจังนั้น จะมีตารางฝึกซ้อมที่ชัดเจนตลอดการฝึกซ้อม มีการเพิ่มในส่วนของเวทเทรนนิ่ง และอาหารเข้ามาร่วมด้วย

มือใหม่ทั้งหลายไม่ควรจะฝึกซ้อมแบบหักโหม หากมีอาการตึง บาดเจ็บ ก็ควรทำการพักให้หายเสียก่อน อย่าลืมว่างานวิ่งไม่ได้มีแค่งานเดียว มีให้คุณได้ลงแข่งทุกสัปดาห์ จะยืดรายการแข่งออกไปที่รายการอื่นก็ยังได้ นอกจากการฝึกซ้อมแล้วการพักผ่อน และทำใจให้สบายในคืนก่อนแข่ง มือใหม่ก็มักจะตกม้าตาย ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับในคืนวันเสาร์ แผนที่ซ้อมมาจึงมีล่มไม่เป็นท่า เราแนะนำให้คุณงดกินของอะไรแปลก ๆ ไม่ทำกิจกรรมในช่วงกลางวันมากเกินไป ศึกษาเส้นทาง จุดเช็คอิน จุดบริการต่าง ๆ ให้ดี และใครมีโรคประจำตัว ก็พกยา จดเบอร์ติดต่อฉุกเฉินเอาไว้ด้วย

เมื่อได้ฝึกซ้อมเทคนิคสำหรับการวิ่งมาราธอนในระยะเวลาอันสั้นแล้ว เมื่อลงแข่งขันจริงร่างกายจะสามารถมีความอดทนพอที่จะวิ่งไปให้ถึงเส้นชัยได้อย่างสบาย แต่ถ้าหากต้องการที่จะได้รับชัยชนะในการแข่งขันนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาฝึก เทคนิคมากขึ้น และสม่ำเสมอในทุกวัน ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะวิ่งเพื่อชัยชนะหรือเพื่อร่วมสนุกในการแข่งขันสิ่งพิเศษที่ได้รับมามากกว่าสิ่งใด ๆ นั้นก็คือสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของตนเอง

 

post

ปรับท่าวิ่งให้ถูกวิธี จะช่วยให้คุณไม่ต้องเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บ

                อาการบาดเจ็บเป็นอาการหนึ่งของการที่ร่างกายได้รับอุบัติเหตุในระหว่างทำการแข่งขันหรือฝึกซ้อมสำหรับการวิ่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการปฏิบัติไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากปกติ พร้อมทั้งยังได้เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติมาอย่างดีแล้วอีกด้วย แต่อาการบาดเจ็บยังคงสามารถแหวกช่องว่างที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นเข้ามาทำร้ายร่างกายได้อย่างไม่มีใครรู้ เพราะในความเป็นจริงแล้วความไม่รู้นั้นคือสาเหตุทั้งหมด ที่อาการบาดเจ็บได้ใช้เป็นช่องว่างเข้ามาทำร่างกาย ให้ได้รับอาการบาดเจ็บในการวิ่ง

การวิ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้มาตั้งแต่จำความได้หลังจากเดินได้อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งตามสถาบันการศึกษาในวิชาพละ ได้มีการสอนวิธีการวิ่งในชั่วโมงเรียนของทุกสถาบันทั่วประเทศ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปการวิ่งที่ได้ถูกสอนนั้นได้ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งได้ถูกความเคยชินของรูปแบบในการวิ่งเมื่อสมัยเด็กเข้ามาทดแทนที่ เนื่องจากเป็นการวิ่งที่มีลักษณะท่าทางการวิ่งสะสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งในท่าทางการวิ่งเหล่านั้นเป็นท่าทางการวิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงสามารถส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อร่างกายได้ ดังนั้นถ้าหากได้เรียนรู้ท่าทางวิ่งที่ถูกต้องแล้ว จะทำให้อาการบาดเจ็บจาการวิ่งที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวนั้น หายไปจากชีวิตได้

โดยการวิ่งที่ถูกต้องนั้น เริ่มจากหัวที่ต้องตั้งตรงเป็นแกนเดียวกับลำตัวไม่ก้มหน้าหรือเงยหน้า และสายตาต้องมองตรงไปข้างหน้าในระยะ 30-40 เมตร เพื่อไม่ให้เกิดอาการปวดหลังตามมาเมื่อวิ่งเสร็จ ต่อมาลำตัวต้องตั้งเป็นเส้นตรงให้เป็นแกนเดียวกับหัวที่ตั้งตรงลงมา พร้อมทั้งทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยและไม่ควรหมุนตัวไปมาขณะวิ่ง ส่วนมือและแขนนั้นให้กำมือแบบหลวม ๆ พร้อมกับเกร็งข้อมือเอาไว้ไม่ให้เสียการควบคุมในการทรงตัวในเวลาที่วิ่ง รวมถึงแขนต้องแกว่งขึ้นลงเป็นจังหวะให้สัมพันธ์กัน เมื่อได้เรียนรู้ท่าทางด้านบนแล้วท่าทางส่วนที่สำคัญที่สุดที่ต้องเรียนรู้เป็นส่วนสุดท้ายของการวิ่งคือ เท้า ที่ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องทำให้ถูกต้องที่สุด โดยเท้าจะต้องลงน้ำหนักในการวิ่งที่ปลายเท้าและส้นเท้าสลับกันไปมาเพื่อไม่ให้เป็นการใช้น้ำหนักในส่วนหน้าหรือส่วนหลังเพียงอย่างเดียว จนนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บที่ตามมาในภายหลัง

ทั้งหมดคือวิธีการวิ่งที่ถูกวิธีอันนำมาซึ่งความปลอดภัยจากกอาการบาดเจ็บ และความสบายใจหลังจากได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง และสำหรับผู้ที่ต้องการให้ร่างกายมีความแข็งแกร่งเพิ่มเติมในการวิ่งเพื่อไม่ให้เกิดความล้าหรือความทรุดโทรมทางร่างกายเมื่อมีอายุมากมากขึ้น ให้ฝึกการออกกำลังกายตามข้อหัวเข่า ข้อเท้าและข้อมือเพิ่มเติมในการเตรียมความพร้อมก่อนการวิ่งในทุก ๆ ครั้งต่อไป

 

post

วิธีการวิ่งแบบ HIIT เพื่อสุขภาพและลดไขมันส่วนเกินของยุคสมัยใหม่

                การวิ่งเพื่อการแข่งขันหรือการวิ่งเพื่อลดน้ำหนักนั้น ล้วนแต่เป็นการทำเพื่อสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้น โดยในการวิ่งนั้นมีศาสตร์การปฏิบัติท่าทางการวิ่งและวิธีการวิ่งหลายรูปแบบเพื่อนำไปใช้ในเป้าหมายต่าง ๆ อาทิ เช่น ศาสตร์วิธีการวิ่งเพื่อการแข่งขันวิ่งมาราธอน ศาสตร์วิธีการวิ่งที่ถูกต้องเพื่อการออกกำลังกาย และศาสตร์วิธีการวิ่งเพื่อการลดไขมันส่วนเกิน ซึ่งในศาสตร์วิธีการวิ่งเพื่อลดไขมันส่วนเกินนั้น ยังได้จำแนกวิธีทางการปฏิบัติออกมาอีกหลายแบบ โดยวิธีการวิ่งแบบ HIIT นั้นเป็นวิธีการวิ่งเพื่อลดไขมันส่วนเกินแบบแผนใหม่ ที่เป็นที่นิยมในยุคปัจจุบันและหน้าเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติตาม

HIIT หรือ High intensity interval training คือการวิ่งเพื่อเผาผลาญไขมันโดยการออกกำลังกายอย่างหนัก พร้อมกับการออกกำลังกายเบา ๆ สลับกันไปมาในการออกกำลังกายในเวลาเดียวกัน ซึ่งการวิ่งแบบนี้ได้มีการทำวิจัยพิสูจน์อย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัย The American College of Sports Medicine หรือ ACSM ว่าเป็นวิธีการวิ่งที่ดีที่สุดในการลดไขมันออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่ม พร้อมทั้งช่วยทำให้ออกซิเจนเข้าไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำให้ร่างกายนอกจากจะลดไขมันส่วนเกินแล้วยังแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีการวิ่งแบบ HIIT นั้นจะใช้เวลาในการออกกำลังกายทั้งหมดประมาณ 20-25 นาที โดยต้องเริ่มจากการเลือกอุปกรณ์หรือวิธีการในการออกกำลังกายในรูปแบบที่สนใจก่อน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการเต้นแอโรบิค เป็นต้น หลังจากนั้นให้เริ่มวอร์มอัพ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการหลักของการวิ่ง ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการยืดหยุ่นร่างการเป็นการเตรียมความพร้อมในการวิ่งเป็นเวลา 15 นาที แล้วให้ออกกำลังในการปฏิบัติร่างกายอย่างสุดกำลังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องอยู่ในพละกำลังที่ร่างกายสามารถควบคุมได้เป็นเวลา 20-30 วินาที เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดให้ผ่อนแรงลงจนร่างกายกลับมาใช้พละกำลังในอัตราเดินแบบปกติเป็นเวลา 1 นาที หรือ นาทีครึ่ง ทำซ้ำสลับกันไปมาระหว่างความเร็วสูงสุดกับความเร็วต่ำสุดเป็นจำนวน 6 รอบ และทำการคูลดาวน์เป็นเวลา 15 นาที จึงเป็นการเสร็จสิ้นวิธีการออกกำลังกายลดไขมันแบบ HIIT ที่นิยมกันในปัจจุบัน

เวลาที่ใช้ในการออกกำลังกายแบบ HIIT นั้นเมื่อรวมกันแล้วจะใช้เวลาประมาณ 20-25 นาทีเท่านั้นในการออกกำลัง แต่คุณค่าของการละลายไขมันจะมากกว่าในแบบปกติถึง 9 เท่า เนื่องจากเป็นการแปรผันกระบวนการของร่างกายในภาวะฉับพลันให้เกิดปฏิกิริยาที่ใช้ไขมันเปลี่ยนเป็นพละกำลังในการออกกำลังกาย ซึ่งสำหรับผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจหรือความดันควรศึกษาให้ดีหรือปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะออกกำลังแบบ HIIT

 

post

การวิ่งเป็นยาขนานใหญ่ในการป้องกันโรคภัยไม่ให้เข้ามากล้ำกรายในชีวิต

                การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คือ ประโยคหนึ่งของคำนิยามที่กล่าวถึงสุขภาพร่างกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่ไม่มีโรคภัยเข้ามารุมทำร้ายให้รู้สึกเจ็บปวดและอ่อนแอ ซึ่งเป็นคำนิยามที่ผู้คนมักพูดถึงและมักใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิต อีกทั้งคำนิยามนี้ยังแฝงไปด้วยความหมายให้คำนึงถึงวิธีการที่จะต้องพึงปฏิบัติในการให้ร่างกายและชีวิตได้ปราศจากโรคภัยมารบกวน

การที่จะให้ชีวิตและร่างกายปราศจากโรคภัยนั้น สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายที่สุดเป็นอันดับแรกคือ การออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายมีวิธีการในการปฏิบัติมากมายหลายรูปแบบ แต่มีเพียงรูปแบบการออกกำลังแบบการวิ่งเท่านั้นที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ในทันทีกับทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่แบบไม่มีค่าใช้จ่ายสูงให้ต้องกังวล อีกทั้งการออกกำลังกายแบบการวิ่งยังเป็นการออกกำลังกายที่ได้บริหารทุกส่วน ทั้งภายในและภายนอกให้แข็งแกร่ง เพียงพอที่จะต้านโรคภัยไม่ให้เข้ามาทำร้ายร่างกายได้โดยง่าย

การวิ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายในและความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายนอก ซึ่งความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายในเป็นการเพิ่มขึ้นจากการที่เส้นเลือดขยายตัวขึ้นในขณะที่กำลังวิ่งทำให้ไขมันที่ติดค้างอยู่ในเส้นเลือดได้ถูกสลายออกไป พร้อมกับความดันที่มีอยู่ในร่างกายได้ลดอัตราความหนาแน่นลง จึงส่งผลให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด ทำให้หัวใจที่อ่อนแอนั้นมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น และเมื่อหัวใจมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นร่างกายที่ถูกควบคุมด้วยหัวใจนั้นก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้โรคภัยรอบกายไม่สามารถที่จะทำลายความแข็งแกร่งที่อยู่ภายในได้ ส่วนความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นจากภายนอกด้วยการออกกำลังกายแบบการวิ่งเป็นการเพิ่มพละกำลังในด้านของกล้ามเนื้อและผิวหนัง โดยเมื่อได้ออกกำลังกายแบบการวิ่งอย่างต่างเนื่องไขมันในทุกส่วนของร่างกายจะถูกเผาผลาญ ทำให้ลมและเลือดสามารถวิ่งแล่นได้อย่างคล่องตัว พร้อมทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและผิวหนังที่หย่อนคล้อยด้วยน้ำหนักของไขมันกลับมากระชับและตึงเพิ่มขึ้น ราวกับแผ่นหินผาที่โรคภัยไม่สามารถจะทะลวงเข้าไปได้

ดังนั้นการวิ่งจึงเป็นยาชิ้นเอกขนานแท้ที่สามารถต้านทานโรคภัยได้ทุกช่องทางไม่ให้เข้ามากล้ำกรายในชีวิต เนื่องจากความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกที่คอยต้านทานเอาไว้ ซึ่งถ้าหากใครต้องการที่จะมีร่างกายที่แข็งแรงก็สามารถที่จะออกกำลังโดยการวิ่งได้ทุกเมื่อ โดยจะต้องออกวิ่งในระยะเวลาขั้นต่ำประมาณ 15-30 นาที ประสิทธิภาพของการออกกำลังกายแบบการวิ่งนั้นจึงจะแสดงผลลัพธ์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน

 

post

รูปแบบการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่ทุกคนต้องรู้ ก่อนที่จะยื่นสมัครลงแข่งขัน

                ในการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่ทุกคนรู้จักและเข้าใจเป็นส่วนใหญ่นั้น เป็นการแข่งขันวิ่งแข่งกันในแบบที่ใช้เส้นทางระยะยาวแบบเดียวเป็นการตัดสินผลลัพธ์ของการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการแข่งขันวิ่งมาราธอนยังได้ถูกแบ่งออกมาถึง 5 ประเภทการวิ่ง ที่ใช้เส้นทางในระยะยาวเป็นตัวตัดสิน ในหลากหลายระยะเส้นทาง โดยสามารถแยกประเภทด้วยการใช้ระยะทางเป็นตัวกำหนดประเภทของการแข่งขันวิ่งมาราธอน ดังนั้นถ้าต้องการที่จะลงแข่งขัน ควรรู้ก่อนว่ารายการที่ลงแข่งขันเป็นการแข่งขันมาราธอนประเภทไหน และร่างกายสามารถวิ่งได้ถึงหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจลงแข่งขัน

โดยประเภทในการแข่งขันวิ่งมาราธอนถูกแบ่งแยกออกมาทั้งหมดได้ 5 ประเภท ได้แก่ ประเภท FUN RUN , MINI MARATON , HALF MARATON , FULL MARATON และ ULTRA MARATON ซึ่งทั้งหมดได้ถูกแบ่งแยกเป็นประเภทโดยการนับระยะเส้นทางในการวิ่งจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงยังจุดเส้นชัยการแข่งขัน โดยที่ต้องแบ่งแยกเป็นประเภทนั้น เพราะต้องการให้มีความท้าทายมากขึ้นในการแข่งขันวิ่งมาราธอน

ในความท้าทายขั้นแรกของนักวิ่งมือสมัครเล่นทุกคนที่สามารถลงแข่งขันได้อย่างสบายใจ คือการแข่งขันวิ่งมาราธอนแบบ FUN RUN ที่ใช้ระยะทางการวิ่งเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้เหมาะแก่ผู้ที่สนใจอยากลองทดสอบวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรก ส่วนประเภทที่สอง คือ การแข่งขันวิ่งมาราธอนแบบ MINI MARATON ที่มีระยะทางการแข่งขันเพิ่มขึ้นรวมเป็น 10 กิโลเมตร เป็นการแข่งขันวิ่งสำหรับผู้มีประสบการณ์พอสมควร เพื่อทดสอบและฝึกซ้อมการที่จะก้าวเข้าสู่การแข่งขันที่ใหญ่ขึ้นในระดับขั้นต่อไป และเมื่อร่างกายสามารถก้าวข้ามขั้นระดับเบื้องต้นแล้วในระดับต่อไปนั้นจะเป็นระดับขั้น HALF MARATON ที่ใช้ระยะทางรวมกันเพิ่มขึ้นไปอีกถึง 21.10 กิโลเมตร เป็นการวิ่งมาราธอนสำหรับการก้าวข้ามไปสู่เส้นทางนักวิ่งมาราธอนมืออาชีพ ก่อนที่จะไปถึงการแข่งขันในระดับชาติแบบ FULL MARATON ที่ใช้ระยะทางการแข่งขันสูงถึง 42.195 กิโลเมตรสำหรับในการแข่งขันชิงแชมป์ระดับโลก และในระดับสุดท้ายของการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่มีระยะทางยาวที่สุดในโลก ULTRA MARATON ที่ซึ่งเป็นระดับพิเศษที่จัดไว้ให้สำหรับนักวิ่งมืออาชีพและนักกีฬาระดับโลก ให้ออกไปค้นหาความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่มีระยะทางมากเกินกว่า 42.195 กิโลเมตร ซึ่งได้เกินกว่าการแข่งขันในระดับโลกกำหนด

ทั้งหมดคือการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่มีการจัดการแข่งขันขึ้นบนโลกใบนี้ เพื่อเพิ่มอรรถรสความสนุกสนานในการวิ่ง และความท้าทายในการวิ่งให้ทวีความน่าหลงใหลมากขึ้น พร้อมทั้งยังทำให้ผู้คนที่ไม่เคยวิ่งได้หันมาสนใจการออกกำลังกายในรูปแบบการวิ่งให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าเดิม และสำหรับบุคคลใดต้องการลงแข่งขันวิ่งในรายการต่าง ๆ อย่าลืมตรวจสอบให้ดีว่าเป็นรายการแข่งขันประเภทไหน และอย่าลืมฝึกซ้อมร่างกายกันด้วยล่ะ

 

post

อุปกรณ์เสริมการวิ่ง ที่นักวิ่งควรต้องเลือกใช้

                แรกเริ่มเดิมที การวิ่งเป็นการออกกำลังกายโดยการใช้แค่ร่างกายเท่านั้นในการออกกำลัง ต่อมาได้มีการสร้างอุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่งที่เรียกว่ารองเท้าขึ้นมา เพื่อให้มีความสะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับการวิ่งในทุกเส้นทาง อีกทั้งยังทำให้รักษาสมรรถนะของสภาพร่างกายให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในเวลาต่อมารองเท้าได้ถูกสรรสร้างพัฒนาให้มีความครอบคลุมในทุกเรื่องของการวิ่งที่ใช้เท้ามากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังได้สร้างสรรอุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่งในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมา ทำให้ให้การวิ่งธรรมดากลายเป็นการวิ่งเพื่อสร้างร่างกายให้สมบูรณ์ในยุคสมัยปัจจุบัน

อุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่งในยุคสมัยปัจจุบันได้มีการวิวัฒนาการออกมามากมายนับไม่ถ้วน พร้อมทั้งยังมีหลากหลายบริษัทได้นำออกมาจัดจำหน่ายกันอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายบนโลกออนไลน์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ  หรือตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ เพราะการออกกำลังกายแบบการวิ่งได้กลับมาเป็นที่นิยมกันอย่างมากในยุคปัจจุบัน เรียกได้ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถออกไปวิ่งได้

เมื่อเริ่มตัดสินใจวิ่งทั้งในระดับอาชีพหรือมือสมัครเล่น สิ่งที่ควรจะเริ่มเป็นอันดับแรกคือ การเตรียมตัวเลือกอุปกรณ์ที่ช่วยในเรื่องของการวิ่ง ให้สามารถวิ่งได้ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสิ่งแรกที่ควรต้องเลือกในการวิ่ง คือ รองเท้า ควรเลือกรองเท้าให้มีความกระชับ เป็นรองเท้าสำหรับการวิ่งโดยเฉพาะ เพราะถูกออกแบบมาให้ซับพอร์ทการวิ่งที่ต้องลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้ามาก ๆ

สิ่งต่อมาที่ควรเลือกชิ้นที่ 2 คือเสื้อผ้าที่ใช้ใส่สำหรับการวิ่ง โดยรูปแบบเสื้อผ้าที่เลือกควรจะเป็นเนื้อผ้า Polyester 100% ที่สามารถรัดรูปกับร่างกายพร้อมทั้งมอบความปลอดโปร่งสบาย และสามารถระบายเหงื่อให้แห้งเร็วได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนอุปกรณ์เสริมชิ้นที่ 3 ที่ต้องเลือกคือ หมวก ที่เอาไว้ใช้กันแดดกันลม
ชิ้นที่ 4 คือปลอกแขนซับเหงื่อ ที่คอยเอาไว้ซับเหงื่อไม่ให้ไหลเข้าดวงตาจนรบกวนสมาธิในการวิ่ง
ชิ้นที่ 5 กระเป๋าคาดเอวที่เอาไว้คอยเก็บสัมภาระกระจุระจิก รวมถึงไว้ใส่โทรศัพท์มือถือสำหรับการฟังเพลงในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ให้มีความสนุกสนาน
และชิ้นสุดท้ายชิ้นที่ 6 คือนาฬิกาสำหรับออกกำลังกายที่เอาไว้สำหรับนับจังหวะการเต้นของหัวใจ นับแคลลอรี่ และวัดระยะเส้นทางการวิ่งให้การวิ่งมีผลลัพธ์ที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทั้งหมดคืออุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่ง ที่นักวิ่งทุกคนควรต้องมีเตรียมพร้อมไว้สำหรับการวิ่งในทุกสนาม แต่ถึงแม้ว่าจะขาดอุปกรณ์เสริมบางชิ้นไป เราก็ยังวิ่งได้อยู่ ขอให้ดูปัจจัยทั้งฐานะ ความจำเป็นของนักวิ่งก่อนด้วยทุกครั้ง แต่รองเท้าวิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่

 

post

การวิ่งนอกจากจะได้กำลังและความแข็งแรงแล้ว ยังสามารถทำเพื่อโลกได้อีกด้วย

ผลลัพธ์แรกที่ได้จากการวิ่งออกกำลังกายนั้น คือ ร่างกายของตัวเองที่ทำให้มีสุขภาพดีขึ้น ต่อมาในผลลัพธ์ที่สองที่ได้จากการวิ่ง คือ เงินในกระเป๋า ที่เหลือให้ใช้มากขึ้น ไม่ต้องเอาไปจ่ายค่ายาในการรักษาพยาบาลจากโรคภัย ที่อาจจะเจ็บป่วยบ่อยเมื่อมีอายุมากขึ้น และผลลัพธ์ที่สามที่ได้จากการวิ่ง คือการได้พบปะมิตรภาพใหม่ ๆ ที่ได้พบเจอในระหว่างทางการวิ่ง ในผลลัพธ์ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเพียงเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการวิ่งยังสามารถทำเพื่อคนอื่นได้อีกด้วย

ในการวิ่งเพื่อบุคคลอื่น เป็นการวิ่งการกุศลที่ทุกคนสามารถทำได้เหมือนกับการทำบุญ แต่ได้เปลี่ยนจากการทำบุญให้กลายมาเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ ทั้งในผู้ด้อยโอกาสที่มีฐานะยากจน ผู้พิการที่ต้องการการดูแล และผู้ที่เผชิญปัญหาครอบครัว โดยมีมูลนิธิมากมายที่ได้ก่อตั้งขึ้นและจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนการกุศลเพื่อหาเงินบริจาคมาช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ตามแต่ละมูลนิธิ อาทิเช่น มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิปันรัก หรือมูลนิธิตับแห่งประเทศไทย เป็นต้น

นอกจากจะมีมูลนิธิที่จัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ ในชีวิตแล้ว ยังมีการวิ่งการกุศลโดยดารา นักร้อง นักแสดง ที่ได้วิ่งมาราธอนเพื่อโลกอีกด้วย ซึ่งบุคคลที่มีชื่อเสียงในการวิ่งมาราธอนเพื่อโลกที่ทุกคนรู้จักมากที่สุดในประเทศไทยคงหนีไม่พ้นศิลปินนักร้อง พี่ตูน บอดี้แสลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย ผู้ซึ่งวิ่งหาเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาล 11 โรงพยาบาล ในโครงการ ก้าวคนละก้าวตั้งแต่ภาคใต้ไปสุดที่ภาคเหนือ โดยสานต่อมาจากการวิ่งเพื่อโรงพยาบาลที่อำเภอบางสะพาน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์  โดยในการวิ่งตั้งแต่ใต้ไปสุดเหนือนั้นได้รับบริจาคเงินเป็นจำนวนถึง 1300 ล้านบาท เป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แต่ไม่ใช่มีเพียงบุคคลเดียวในวงการบันเทิงเท่านั้นที่ได้วิ่งมาราธอนการกุศลเพื่อโลก ยังมี โย ยศวดี, นาวินต้า และ ปู ไปรยา ที่ได้วิ่งตามรายการ การกุศลอื่น ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้ออกมาวิ่งเพื่อช่วยเหลือโลกและช่วยเหลือกันและกัน

ร่างกายที่แข็งแรงใจที่อิ่มเอมไปด้วยบุญไม่มีอะไรที่จะมีความสุขไปมากกว่านี้ ซึ่งทั้งหมดสามารถทำได้ด้วยการออกไปวิ่งเท่านั้น และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ในทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ไม่สนใจในการออกกำลังกายให้หันมาเริ่มออกกำลังกายไปด้วยกัน เพราะในการวิ่งนั้นนอกจากจะชวนมาทำเพื่อตนเองแล้วยังได้ชักชวนทำเพื่อมนุษย์โลกคนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลืออีกด้วย

 

post

สิ่งที่ต้องเจอระหว่างแข่งวิ่งมาราธอน ที่คุณอาจไม่เคยรู้

จริงจังแค่ไหน  แค่ไหนเรียกจริงจัง ? ระยะชนะใจหรือระยะชนะใคร? กับการวิ่งมาราธอน ระยะพิชิตฝันของใครหลาย ๆ  คน “ซ้อม ซ้อม ซ้อม ฝึก ฝึก ฝึก” ความมีวินัยล้วน ๆ ที่ทำให้ให้ใครต่อใครหลายต่อหลายคนก้าวไปสู่ระยะทางสุดโหดตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ที่มีหลายสิ่งหลายอย่างซ่อนอยู่อย่างที่คุณอาจไม่เคยรู้

ถ้าคิดว่าการวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วได้รับเหรียญรางวัล ถ้วยรางวัล หรือแม้แต่ เสื้อ Finisher ที่แสนภาคภูมิใจว่าเราพิชิตใจตัวเองได้ นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง จุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้ก้าวต่อไปในสนามแข่งขันมาราธอนอย่างมีความสุขในสนามต่อ ๆ ไป

ในเมื่อเป็นระยะพิชิตใจ เวลาที่สัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ชีวิตช่างโลดแล่น ดีใจเหมือนไก่จะบิน ก้าวต่อก้าว วิ่งไปตามใจฝัน เพราะเส้นชัยคือเป้าหมาย แต่ละกิโลเมตรช่างมีความหมาย ระยะทางแต่ละช่วงจะทำให้เราได้คิดอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย และด้านล่างนี้ คือ สิ่งที่คุณต้องเจอแน่นอน

เริ่มจากร่างกายจะค่อย ๆ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเราออกมา ความอ่อนแอ อาการบาดเจ็บ ปวดตึง ปวดแปลบ ตะคริวก็มา ทุกสิ่งจะค่อย ๆ เผยตัวออกมาทีละนิด ถ้าคุณอ่อนซ้อม อาการเหล่านี้มาแน่นอน

คุณจะได้สติและมีความสุขจากการวิ่งมาราธอน
เพราะทุกก้าวของคุณมีความหมาย เอนโดรฟินจะสูบฉีดให้คุณมองทุกอย่างระหว่างอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ ในสนาม กองเชียร์ หรือแม้แต่หน่วยปฐมพยาบาลที่คอยดูแลเราตลอดเส้นทาง เราจะพบรอยยิ้มและมีผู้ให้กำลังใจเสมอ

ตอนซ้อมเคยได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังแล้ว ในสนามของมาราธอนคุณจะได้ยินเสียงหัวใจของคุณดังไปกว่านั้น ความตื่นเต้น เร้าใจ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการวิ่งอย่างจริงจัง เมื่อคุณนึกถึง DNF ซึ่งย่อมาจาก Did Not Finish ซึ่งก็แปลตรงตัว คือ (วิ่ง)ไม่จบ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดที่ต้องยุติการแข่ง ก็เรียกว่า DNF ทั้งนั้น นั่นหมายถึงในสนามนี้คุณจะไม่ได้ไปต่อ มันจึงทำให้คุณต้องพยายามที่จะฮึดขึ้นสู้และก้าวต่อไป ตามความมุ่งมั่นที่พกมาเต็มเปี่ยม

และสิ่งสุดท้ายที่ทุกคนต้องเจอระหว่างแข่งวิ่งมาราธอน นั่นคือ ความทรงจำและประสบการณ์ ทั้งที่ดีและไม่ดีจากแต่ละสนาม ประสบการณ์จะนำพามาซึ่งการแก้ไขตัวเองในสนามต่อ ๆ ไป และความทรงจำจะบอกเราเสมอว่า “ครั้งหนึ่งฉันเคยผ่านระยะพิชิตใจ” ที่เรียกว่ามาราธอนมาแล้ว และมันทำให้ฉันอยากจะก้าวต่อไปให้ได้ไกลกว่าเดิม

ไม่ว่าคุณมีเป้าหมายอะไรในการวิ่งมาราธอนก็ตาม ขอเพียงกายพร้อม ใจพร้อม และหมั่นซ้อมอย่างมีวินัย อย่าว่าแต่มาราธอนเลย ไตรกีฬา คุณก็ผ่านมันไปได้อย่างสบาย ๆ ทุกเป้าหมายมีไว้พุ่งชน คนที่อดทนก็ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้เช่นกัน ขอให้มีความสุขกับการวิ่งมาราธอน แล้วคุณจะรู้ว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างในการวิ่ง ที่คนไม่ออกมาวิ่งไม่มีทางรู้