post

ใหม่-สด-หมาด ๆ กลีเซอรีน 17 จากบรู๊ค

สาว ๆ ขาวิ่งจำนวนไม่น้อยอดที่จะห่อปากร้องอู้วให้กับกลีเซอรีน 16 ซีรี่ย์ กลีเซอรีนจากค่ายบรู๊คไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่รองเท้าสายวิ่ง แต่ยังเป็นผ้าใบคู่เก่งที่สามารถใส่ได้ทุกวัน แต่ถ้าได้สัมผัสกับกลีเซอรีน 17 คาดว่าจะยิ่งติดใจหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“มันให้ความรู้สึกอย่างกับเดินเหยียบหมอน” คำกล่าวของเทสเตอร์รายหนึ่งบรรยายถึงกลีเซอรีน 17 ไว้สั้น ๆ แต่เห็นภาพ เนื่องจากมันใช้มิดโซลแบบพิเศษของ Brooks DNA ที่ช่วยรองรับแรงกระแทก รองรับการลงน้ำหนักและรองรับสภาพผิวทางวิ่งที่หลากหลายแบบครอบคลุมไปหมด ซึ่งบรู๊คเคยอ้างอิงว่าร้องเท้ารุ่นอื่น ๆ ก็จะผลิตออกมารองรับผู้ใช้แบบเดียวตามรุ่นที่ผลิต แต่โฟม DNA ของบรู๊คจะตอบสนองต่อขนาดของแรงกระแทกในระดับที่ละเอียดอ่อนกว่า

บรู๊ค กลีเซอรีน 17 ได้เปลี่ยนอินโซลของรุ่นนี้เป็นออโธไลต์ที่มีอายุงานยาวนานกว่าแม้ว่าว่าจะใช้งานมากมันจะยังคงนุ่นเหมือนใหม่ และที่สำคัญมันถูกออกแบบให้คืนแรงในระหว่างวิ่งมากถึง 2 เท่าทำให้สามารถวิ่งได้ไกลขึ้นสำหรับสาว ๆ แม้แต่ในส่วนของขอบรองเท้าก็ถูกเพิ่มด้วยวัสดุหนาพิเศษที่นุ่มนิ่มและไม่เสียดสีข้อเท้าในเวลาวิ่ง

การออกแบบในเรื่องการรับแรงกระแทก บรู๊ค กลีเซอรีน 17 มีส้นรองเท้าที่ใช้เทคโนโลยี DNA Loft หนากว่ารุ่นก่อนหน้า แถมด้วยการเสริมวัสดุนิ่มพิเศษอย่าง BioMogo DMA เข้าไปตลอดความยาวรองเท้าทำให้มันนุ่นนิ่มมากขึ้น และการซอยปุ่มรับแรงกระแทกบนพื้นรองเท้าทำให้มันดูดซับแรงกระแทกได้ดี โดยเฉพาะการวิ่งลงไปบนพื้นผิวที่ไม่เรียบเสมอกันอย่างเช่นถนนกรวดหรือถนนปูหิน ที่สำคัญแม้แต่ในการวิ่งบนถนนเปียก ลื่นหรือจับน้ำแข็งก็ยังสามารถยึดเกาะได้ดีในระหว่างที่วิ่งอยู่ด้วย

ตัวอัปเปอร์ยังคงใช้เทคโนโลยีผ้าถักแบบตาข่าย โดยครั้งนี้มันมาในระบบสองชั้นแต่ยังสามารถถ่ายเทอากาศและความร้อนในระหว่างวิ่งได้ดี ทำให้มันมีความทนทานมากขึ้น และด้วยคุณสมบัติในการถ่ายเทอากาศที่ดีทำให้การวิ่งในวันที่อากาศร้อนกว่าปกติไม่สร้างความทรมานให้กับเท้ามากนัก

รูปลักษณ์ของกลีเซอรีน 17 ยังใกล้เคียงกับรุ่น 16 แต่การออกแบบมีลูกเล่นมากกว่าเล็กน้อย ในขณะที่รุ่น 16 ดูจะเรียบง่ายด้วยสไตล์สองสีนอกใน แต่รุ่น 17 จะเล่นกับการไล่ระดับสีและลวดลายตกแต่งผิวจากแบบตาข่ายหกเหลี่ยมจากพลาสติกโพลียูรีเทนที่ทำให้มันดูสะดุดตามากกว่า ซึ่งต้องบอกว่ามันดูดีกว่ารองเท้ากลีเซอรีนตั้งแต่รุ่น 15 ลงไปที่ถูกล้อเลียนว่าเป็นรถถัง

บรู๊ค กลีเซอรีน 17 เปิดโฉมหน้าให้เห็นไปเมื่อปลายเดือนที่แล้วในงานแสดงที่อเมริกา แต่จะวางจำหน่ายจริงต้องรอจนถึงเดือนมีนาคม และถูกคาดหมายว่าจะเป็นหนึ่งในรองเท้าวิ่งมาแรงสำหรับสาว ๆ ในปีนี้เสียด้วย

post

9 ข้อนักวิ่งหน้าใหม่ควรทำหากจะเริ่มวิ่ง

“ปีนี้ฉันจะเริ่มต้นวิ่งเป็นประจำ” หลายคนอาจจะบอกตัวเองอย่างนี้หรือตั้งเป้าหมายแบบนี้สำหรับปี 2019 ที่เพิ่งมาถึง และนี่คือ 9 คำแนะนำสำหรับนักวิ่งหน้าใหม่

1. หารองเท้าที่เหมาะสำหรับวิ่ง

ในการวิ่งนั้นนักวิ่งต้องมีรองเท้าที่ตอบสนองต่อลักษณะการวิ่ง ซึ่งพิจารณาควบคู่กันระหว่างลักษณะของรูปเท้าและลักษณะของการลงเท้า เพราะแต่ละคนมีความแตกต่างในทั้งสองเรื่อง บางคนเท้าแบน บางคนอุ้งเท้าสูง บางคนปลายเท้ากว้าง เช่นกันกับที่บางคนเดินลงน้ำหนักที่ส้นเท้าและบางคนเดินลงน้ำหนักบนฝ่าเท้า

2. วอร์มรองเท้าใหม่

เมื่อได้รองเท้าใหม่มา นักวิ่งควรสวมใส่เป็นเวลานาน ๆ สัก 3-5 วันก่อนใช้งานในการวิ่งจริง การสวมใส่ในชีวิตประจำวันจะช่วยปรับสภาพเท้าให้เคยชินกับรองเท้าใหม่ และช่วยปรับรูปของรองเท้าให้พร้อมในการใช้งานวิ่งระยะเวลานาน ๆ

3. กำหนดตารางวิ่ง

ในเบื้องต้นไม่ควรฝืนทำการวิ่งหักโหมหรือมากเกินไป เนื่องจากร่างกายที่ยังปรับสภาพต่อการออกกำลังกายไม่ได้จะส่งผลเสีย ให้เริ่มต้นวิ่งเป็นระยะเวลาไม่นานนัก จากนั้นเพิ่มขึ้นราว 10% ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป วิธีการนี้จะทำให้ร่ายกายรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า

4. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

การยืดร่างกายก่อนการวิ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ในส่วนนี้ท่ายืดที่ถูกต้องสำคัญกว่าจำนวนครั้งในการวอร์มร่างกายแต่ละเซต นักกีฬาส่วนใหญ่จะได้รับการแนะนำว่าไม่ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อท่าใดท่าหนึ่งค้างไว้นานเกิน 15 วินาทีเพราะมันกลายเป็นการสร้างความเครียดให้กล้ามเนื้อแทน ให้นึกว่ากล้ามเนื้อเหมือนยางยืดแช่แข็ง การทำให้ยางยืดตัวดีคือการค่อย ๆ นวดคลายไม่ใช่การออกแรงดึงหนัก ๆ

5. กำหนดแผนที่ในการวิ่ง

นักวิ่งหลายคนเลือกเส้นทางที่วิ่งเริ่มต้นจากที่บ้าน และหลายคนเริ่มต้นวิ่งที่สวนสาธารณะ พวกเขาจำเป็นต้องศึกษาเส้นทางเพื่อให้รู้ว่าเส้นทางที่ไปนั้นมีทางราบ ทางเนิน หรือผิวถนนเป็นอย่างไร ปริมาณรถหรือสัตว์เลี้ยงของเพื่อนบ้าน ซึ่งช่วยให้นักวิ่งรู้ตัวล่วงหน้าและป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดโดยไม่รู้ตัว

6. เลือกความเร็วที่เหมาะสม

การวิ่งต้องเลือกระดับความเร็วในการวิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง ระดับที่เหมาะคือระดับที่สามารถวิ่งไปและคุยไปด้วยได้โดยไม่หอบหนัก ๆ หรือหายใจไม่ทัน ที่สำคัญการเลือกระดับความเร็วในการวิ่งสูงไปจะทำให้เสี่ยงต่อการเจ็บ และมีผลให้หมดแรงจูงใจง่ายขึ้น

7. ค่อย ๆ ลดอัตราเต้นของหัวใจ

การวิ่งจนเหนื่อยมากไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง นักวิ่งต้องวิ่งในระดับที่พอหยุดวิ่งแล้วไม่รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงจนเกินไป การที่อัตราการเต้นของหัวใจสามารถลดระดับกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้เร็วช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ตกอยู่ในสภาพอันตราย และหัวใจไม่ทำงานหนักเกินไป

8. ยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งเสมอ

การคลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งสำคัญพอ ๆ กับก่อนวิ่ง โดยหลักการทั่วไปแล้วอะไรที่เคยทำก่อนวิ่งก็สามารถทำได้หลังการวิ่ง

9. ดื่มน้ำให้มากพอ

จดจำว่าการสูญเสียน้ำมากเกินไประหว่างการวิ่งมีผลกระทบมากกว่าที่คิด ดังนั้นการดื่มน้ำที่มากพอจะช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกายให้ไม่ลดต่ำมากจนเกิดอันตรายได้

post

สวิทเซอร์ ผู้เปลี่ยนแปลงบอสตันมาราธอนสู่ความเท่าเทียม

บอสตัน มาราธอน หนึ่งในหกมาราธอนใหญ่ของโลก ได้ก่อให้เกิดตำนานนักวิ่งหญิงขึ้นมาหลายคน แต่คนที่ต้องถูกจดจำมากที่สุดเพราะเป็นผู้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ต้องเป็น “แคทรีน สวิทเซอร์”

ย้อนไปในวันที่ 5 มกราคม 1947 หนูน้อยแคธี่ถือกำเนิดขึ้นในเมืองอัมเบิร์ก เยอรมนี ที่ซึ่งพ่อแม่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ให้กองทัพสหรัฐประจำฐานทัพที่ยุโรป สองปีต่อมาจึงได้เดินทางกลับมายังอเมริกา ใช้ชีวิตตามลำดับจนเข้าเรียนที่ซีราคิวส์ ยูนิเวอร์ซิตี้ในปี 1967 ซึ่งขณะนั้นบอสตัน มาราธอนเป็นการแข่งขันมาราธอนที่ฝ่ายจัดยังไม่อนุญาตให้นักวิ่งหญิงลงทำการแข่งขัน

หนึ่งปีก่อนหน้านั้น บอสตัน มาราธอนมีนักวิ่งหญิงแอบลงทำการวิ่งท่ามกลางหมู่นักกีฬาชาย เธอชื่อบ็อบบี้ กิ๊บบ์ แต่ในปี 1967 สวิทเซอร์ลงทำการแข่งขันแบบมีบิบหมายเลขติดบนตัว บิบหมายเลข 261 เกิดจากการสมัครลงวิ่งในสังกัดซีราคิวส์ แฮร์เรียส แอทเลติก คลับ หรือชมรมนักกีฬาของสถาบันที่สวิทเซอร์เรียนอยู่ในขณะนั้น การกรอกใบสมัครของเธอระบุว่าเพศเป็นกลางโดยใช้ชื่อย่อว่า K.V. Switzer นอกจากจะผ่านขั้นตอนการตรวจใบสมัครแล้ว ในการตรวจตราของวันงานที่เกิดกว่าการดูแลทั่วถึงทำให้สวิทเซอร์หลุดรอดสายตาฝ่ายจัดการแข่งขันจนกระทั่งเธอเริ่มออกวิ่ง

จ็อค เซมเปิ้ล ช่างภาพของฝ่ายจัดการแข่งขันเป็นคนที่สังเกตเห็นเธอ  เขาพยายามพุ่งตัวเข้าไปคว้าแคทรีนเพื่อจะเอาบิบออกจากตัวเธอให้ได้ ในขณะที่ปากก็ตะโกนว่า “เอานังปิศาจนั้นออกไปจากการแข่งขันของฉัน แล้วเอาเบอร์นั่นมาเดี๋ยวนี้” แต่ทอม มิลเล่อร์ นักอเมริกันฟุตบอลและนักขว้างค้อนที่ลงวิ่งมาข้างแฟนสาวของตัวเองคว้าตัวเซมเปิ้ลแล้วเหวี่ยงไปบนฟุตบาทได้

แคทรีน สวิทเซอร์วิ่งจนจบการแข่งขันของบอสตัน มาราธอนด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 7 นาที 29 วินาที เป็นลำดับที่ 59 จากทั้งหมด และมันทำให้สมาคมนักกีฬาสมัครเล่นของอเมริกาและสมาคมนักกีฬาของบอสตันไม่พอใจ พวกเขาสั่งห้ามผู้หญิงลงแข่งขันมาราธอนทุกรายการร่วมกับนักวิ่งชาย

“ผู้หญิงจะมาวิ่งในมาราธอนไม่ได้เพราะกฏมันห้ามไว้ ถ้าไม่มีกฏสังคมมันต้องวุ่นวายแน่ ผมไม่ได้ออกกฏแต่ผมพยายามรักษามัน เราไม่มีที่ว่างในมาราธอนสำหรับคนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้วิ่ง ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกสาวผม ผมจะฟาดเข้าให้” วิล โคลนี่ย์ ผู้อำนวยการของบอสตัน มาราธอนในตอนนั้นกล่าวถึงเรื่องนี้

เมื่อเป็นเช่นนั้น การรณรงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่เท่าเทียมกันโดยสวิทเซอร์และนักวิ่งหญิงคนอื่นก็เริ่มขึ้น จนกระทั่ง 5 ปีต่อมา การแข่งขันบอสตัน มาราธอนก็ดำเนินการแก้ไขกฏให้นักกีฬาหญิงสามารถลงแข่งขันบอสตัน มาราธอนได้อย่างเป็นทางการ

“ฉันรู้ว่าถ้าฉันโดยเอาออกจากการแข่ง จะไม่มีใครเชื่อว่าผู้หญิงวิ่ง 26 ไมล์กว่าได้ ถ้าฉันออก ทุกคนจะพูดว่าก็แค่มาวิ่งโชว์ตัว ถ้าฉันเลิกวิ่ง โลกของนักกีฬาผู้หญิงจะดันถอยหลังแทนที่จะพุ่งไปข้างหน้า ถ้าเลิกฉันจะไม่มีโอกาสวิ่งบอสตันอีก จ็อค เซมเปิ้ลและคนแบบเขาก็จะชนะ ความกลัวและความอัปยศนั้นกลายเป็นพลังความโกรธของฉัน” แคทรีนเล่าถึงสิ่งที่เธอคิดในวันนั้น

ห้าสิบเอ็ดปีต่อมาที่บอสตัน มาราธอน จำนวนผู้สมัครวิ่งหญิงมีถึง 13,000 คน เทียบกับวันที่เธอเป็นนักวิ่งหญิงเพียงคนเดียวมันต่างกันราวฟ้ากับเหว

แคทรีน สวิทเซอร์ได้รับยกย่องจากนิตยสารรันเนอร์ เวิร์ลด์ให้เป็นนักวิ่งหญิงแห่งทศวรรษ (1967-1977) ในปี 2013 ที่เธอกลับไปเข้าร่วมงานวิ่งที่บอสตัน มาราธอน เธอเล่าแบบติดตลกว่าไหล่ของเธอเปียกไปหมดเพราะผู้หญิงมากมายที่เข้ามากอดและร้องไห้ด้วยความยินดี สิ่งที่แคทรีนทำได้เปลี่ยนโลกของผู้หญิง พวกเธอทำให้โลกเห็นว่าทำอะไรได้บ้าง รวมไปถึงสิ่งที่ยากอย่างการวิ่งมาราธอน

post

ยอดแบร์ฟุต Vibram ควรโดนจัด 2019

นักวิ่งจำนวนมากเริ่มกลับไปสู่วิธีการวิ่งโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นคือการวิ่งลงน้ำหนักด้วยปลายเท้าหรือหน้าเท้าก่อนที่จะลงส้นเท้า ซึ่งการวิ่งแบบนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการวิ่งเท้าเปล่า ซึ่งสวนทางกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เอาไปพัฒนาร้องเท้าวิ่งให้สามารถรับแรงกระแทกที่ส้นเท้ามากขึ้น

การวิ่งเท้าเปล่า (Barefoot) เลยเป็นเหมือนการกลับไปสู่ตัวตนของมนุษย์ในวันที่การวิ่งยังไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเหมือนที่รองเท้าวิ่งสมัยใหม่มอบให้ การวิ่งแบบเท้าเปล่าเลยถูกเรียกอีกอย่างว่าเป็นพวก minimalist หรือน้อยที่สุด-ดีที่สุด

รองเท้าที่ใช้งานสำหรับนักวิ่งเท้าเปล่าจึงถูกพัฒนาขึ้นมาและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งสุดยอดของแบร์ฟุตที่ถูกหมายตาว่าจะเป็นที่นิยมสูงสุดในปี 2019 ทั้ง 4 สายวิ่งมีดังนี้

แบร์ฟุตสายถนน : Vibram FiveFingers V-Run Running Shoes

Vibram รุ่นนี้มาพร้อมพื้นรองแรงกระแทกความหนา 8 มิลลิเมตรที่ช่วยป้องกันฝ่าเท้าจากการวิ่งบนถนนและทางราบทั่วไปดีขึ้น อัปเปอร์ของมันทำงานใยผ้าตาข่ายโพลีเอสเตอร์ที่ช่วยให้เท้าของนักวิ่งสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายและแห้งอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญการออกแบบยังทำให้ไม่รู้สึกแตกต่างไปจากการวิ่งด้วยเท้าเปล่าเพราะการสัมผัสของหน้าเท้ากับพื้นยังเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม

แบร์ฟุตสายครอสคันทรี่ : Vibram FiveFingers Men’s KSO EVO Cross Training Shoes

Vibram รุ่นนี้มาแบบล้น ๆ ความคุ้มค่า ทั้งเรื่องใส่สบาย คล่องตัว ราคาน่ารักและประสิทธิภาพใช้งานเยี่ยม เป็นรุ่นที่มีความยืดหยุ่นสูงสามารถใช้บนพื้นถนนทั่วไปก็ได้ แต่ถ้าเป็นเส้นทางแบบครอสคันทรี่ที่ต้องการการรักษาบาลานซ์ร่างกายมากกว่ามันช่วยให้สัมผัสถึงพื้นที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าได้ดีกว่า รวมไปถึงการที่โฟม KSO EVO ช่วยป้องกันภัยจากเศษซาก เศษหินแหลมและกิ่งไม้แห้งได้ดีทำให้คุณสามารถวิ่งได้อย่างมั่นใจ

แบร์ฟุตสายเทรล : Vibram FiveFingers Men’s V-trail Runner

รุ่นนี้นำเสนอทุกความต้องการของสายเทรล มันตอบสนองต่อการปีนป่ายไปบนก้อนหินและเศษสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย โดยการเพิ่มความหนาของพื้นรองเท้ามากสุดเท่าที่ยังรู้สึกสัมผัสได้ว่าเหมือนการเดินเท้าเปล่า ซึ่งทำให้มีปุ่มป้องกันฝ่าเท้าสัมผัสพื้นโดยตรงกระจายอยู่เต็มตั้งแต่ส้นเท้าถึงปลายเท้า

แบร์ฟุตสายไฮกิ้ง : Vibram FiveFingers Trek Ascent

ขาแรงเดินป่าต้องไม่พลาดตัวนี้ เมื่อ Vibram Trek Ascent มาพร้อมยาง EVA หนา 4 มิลลิเมตรที่ให้ทั้งน้ำหนักเบา กันกระแทกและรับดูดซับแรงสะเทือนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในส่วนเอ้าท์โซลและอัปเปอร์ที่แนบสนิทกับตัวเท้าอย่างมิดชิด ยังช่วงให้มั่นใจว่าจะไม่มีก้อนกรวดหรือสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในรองเท้าอีกด้วย

post

6 สิ่งที่การวิ่งมีผลต่อร่างกายคุณมากกว่าการเดิน

ในการพุ่งตรงไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะ คุณจะพบทั้งคนที่มาวิ่งออกกำลังกาย และคนที่มาเดินออกกำลังกาย เพราะทุกคนรู้ดีว่าการเดินและวิ่งต่างเป็นการออกกำลังกายที่เราเรียกว่า คาร์ดิโอ ทั้งคู่ ผลของการคาร์ดิโอนั้นทำให้ระบบไหลเวียนเลือดถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น ระบบเผาผลาญทำงานและกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

แต่ว่าที่จริงแล้วการวิ่งนั้นให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการเดินมาก ซึ่ง 6 ข้อดีต่อไปนี้อาจที่ทำให้คุณอยากลองเปลี่ยนการเดินเป็นการวิ่ง

1. เดินทำให้คุณลงน้ำหนักทั้งเท้ามากกว่าที่ส้นเท้า

ทั้งการเดินและการวิ่ง ร่างกายได้ใช้งานกล้ามเนื้อมัดใหญ่พอ ๆ กัน แต่ในขณะที่ออกกำลังกายด้วยการเดิน เราจะลงน้ำหนักบนฝ่าเท้าไปพร้อมกับที่ลงส้นเท้า ซึ่งมันทำให้เอ็นร้อยหวายต้องรับแรงตึงมากกว่าเวลาที่จ็อกกิ้งหรือสปรินต์ เพราะแรงถูกถ่ายทอดจากส้นเท้าไปยังปลายเท้าอย่างมีจังหวะ การเดินทำให้เอ็นร้อยหวายจึงมีโอกาสได้รับการบาดเจ็บมากกว่า

2. เดินทำให้ข้อต่อทำงานหนักกว่า

การวิ่งด้วยท่าทางที่ถูกต้องจะช่วยเสริมการส่งและรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการวิ่งที่เอียงตัวโน้มร่างกายไปข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนเท้าขณะที่วิ่งช่วยทำให้ร่างกายพุ่งออกไป แต่การเดินต้องใช้แรงเพื่อส่งตัวเองมากกว่า ข้อต่อก็จะทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างแรงดันหรือผลักตัวเอง

3. เดินทำให้เจ็บได้ง่ายกว่า

การวิ่งสร้างแรงปฏิกิริยากับพื้นมากกว่าการเดิน ถ้าวิ่งด้วยฟอร์มที่ถูกต้องกล้ามเนื้อ ข้อต่อและเส้นเอ็นจะได้รับพลังงานที่เกิดจากการกระทำระหว่างเท้ากับพื้นและเอาไปช่วยให้มีแรงส่งตัวมากขึ้น (แต่ถ้าวิ่งผิดท่าก็สามารถทำให้บาดเจ็บได้มากกว่า)

4. วิ่งสร้างมวลกระดูกได้มากกว่า

ในการวิ่งนั้นร่างกายจะมีการใช้งานส่วนต่าง ๆ มากกว่า ซึ่งส่งผลให้เกิดกระบวนการเสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายโดยอัตโนมัติ ซึ่งการวิ่งได้ช่วยทำให้มวลกระดูกมากขึ้น การไหลเวียนเลือดดี และทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ เพิ่มความแข็งแกร่งในตัวมันเองเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการการใช้งานหนักที่เกิดจากการวิ่งมากกว่าเดิม

5. วิ่งทำให้ใช้พลังงานที่เยอะกว่า

การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องของการวิ่งถูกวิจัยออกมาว่าใช้พลังงานมากกว่าการเดินตั้งแต่สองเท่าถึงสองเท่าครึ่ง นั่นหมายความว่าในเวลาที่เท่ากัน การวิ่งช่วยเผาผลาญพลังงานเยอะกว่า จริงอยู่ว่ามันก่อให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยมากกว่า แต่สำหรับการเผาผลาญแคลลอรี่และเปลี่ยนมันเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ หรือนำไปสู่การเอาสารอาหารที่สะสมในร่ายกายมาใช้ได้มากกว่าก็ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นเร็วกว่า

6. วิ่งมีผลดีต่อฮอร์โมน

ในระยะยาว การวิ่งช่วยในเรื่องของคนที่บกพร่องด้านฮอร์โมนได้เป็นอย่างดี เพราะร่างกายจะปรับตัวเองให้สามารถควบคุมฮอร์โมนที่ผลิตออกมาโดยเฉพาะจากต่อมไทรอยด์ที่สร้างผลเสียต่อร่างกาย เพราะปกติต่อมไทรอยด์จะผลิตฮอร์โมนขึ้นจากภาวะเครียด ซึ่งมันแยกไม่ออกว่าวิ่งชิล ๆ หนึ่งชั่วโมงกับวิ่งหนีเสือหนึ่งชั่วโมงต่างกันอย่างไร ดังนั้นการวิ่งจะกระตุ้นให้ร่างกายเรียนรู้ว่าแอ็คชั่นที่เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งใด และมันจะปรับความเข้าใจของต่อมไทรอยด์ได้ในระยะยาวนั่นเอง

post

ของดีสายถนน 2018 : Brooks Ghost 11

รองเท้าวิ่งก็เหมือนอาวุธประจำกายของนักวิ่ง การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับการใช้งานจึงถือว่าเป็นหัวใจอย่างหนึ่งที่นักวิ่งต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะการที่รองเท้าสำหรับวิ่งบนพื้นเรียบมีหลากหลายยี่ห้อและหลากหลายรุ่น การเลือกรองเท้าหนึ่งคู่ควรตัดสินใจให้ดี

ในปี 2018 ที่ผ่านมา บรรดากองบรรณาธิการ นิตยสาร Runner’s World เก็บรองเท้ายี่ห้อ Brooks ในรุ่น Ghost เข้าลิสต์รายชื่อรองเท้าที่ดีสำหรับวิ่งทางเรียบไว้ถึง 7 อันดับ แต่เมื่อคัดเลือกเพียงหนึ่งเดียว Brooks Ghost 11 เป็นรองเท้าที่เห็นตรงกันว่าควรได้รางวัล Editor’s Choice เนื่องจากมันตอบโจทย์นักวิ่งทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่

ตอนที่ Brooks ส่งรุ่น Ghost ออกมาสู่สายตาเหล่านักวิ่ง ทุกคนก็ค่อนข้างมองว่ามันดีพอเพียงอยู่แล้ว แต่ Ghost รุ่นก่อนหน้าเวอร์ชั่น 11 ก็ยังไม่ทำให้บริษัทพึงพอใจ พวกเขากลับไปปรับปรุงเพิ่มจนได้รุ่นที่ 11 ออกมา

Midsole รุ่น Ghost 11 ถูกปรับปรุงให้มีความเบามากยิ่งขึ้นโดยที่ไม่เสียความนุ่มหรือคุณสมบัติเด้งตัว โดยใช้โฟมที่เรียกว่า “DNA Loft” ซึ่งใช้ครั้งแรกในรุ่น Glycerin 16 แทนของเก่า โฟมตัวนี้ทำให้นักวิ่งสามารถวิ่งได้อย่างมั่นคงขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ส่งผลต่อน้ำหนักรองเท้า แต่นักวิ่งทดสอบหลายคนก็มองว่ารู้สึกไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อน ๆ

Better Shock Absorption ในส่วนของความรู้สึกได้ถึงแรงสะเทือนขณะวิ่ง เทสเตอร์ลงความเห็นสอดคล้องกันว่ามันมีประสิทธิภาพขึ้น จังหวะการลงเท้าจนถึงการถีบเท้าสืบตัวออกไปค่อนข้างไหลลื่น โดยเฉพาะการลงน้ำหนักของส้นเท้าให้ความรู้สึกนุ่มกว่า แม้จะไม่ทำให้เห็นผลในการวิ่งเร็วขึ้น แต่นักทดสอบบอกว่ามันช่วยให้วิ่งในระยะทางไกลได้มากขึ้น

Outsole พื้นรองเท้าด้านล่างของ Ghost 11 มีร่องลึกจำนวนมาก ทำให้มันสามารถที่จะวิ่งในสภาพผิวเปียกน้ำโดยไม่ลื่นได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกับพื้นร้องเท้าถูกออกแบบมาให้วิ่งบนสภาพถนนทั่วไปได้หมด แม้แต่ในการใช้วิ่งเทรล ร่องที่กว้างก็ช่วยให้วิ่งผ่านเลน หญ้าเปียกหรือกรวดได้อย่างมั่นคง

Upper ตัวรองเท้าได้รับการออกแบบมาให้กระชับกับหลังเท้ามากขึ้น ปลายรองเท้าโก่งหนาช่วยให้มีช่องว่างสำหรับการขยับเท้าได้ในเวลาต้องการ แต่การที่ถูกออกแบบใหม่เพื่อใช้งานมัลติฟังก์ชั่นทำให้ส่วนที่เป็นผ้าถักรูตาข่ายลดน้อยลงไปจากรุ่น 10 มันจึงมีความสามารถในการระบายอากาศลดน้อยลง

Brooks Ghost 11 แม้จะได้รับทั้งคำชื่นชมและข้อตำหนิจากเหล่านักเทสต์ แต่สุดท้ายมันก็ผ่านความเห็นร่วมว่าเป็นรองเท้าที่กองบรรณาธิการของ Running’s World ยกให้เป็นรองเท้าสายถนนที่พวกเขาอยากให้ใช้

post

ที่สุดสายสปีด 2018 : Reebok Floatride Run Fast

การเลือกรองเท้าให้เข้ากับสไตล์การวิ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้วิ่งได้ดีขึ้น ยิ่งสำหรับนักวิ่งสายทำความเร็วแล้ว การมีรองเท้าที่เหมาะแก่การสับสปีดยาว ๆ เป็นเหมือนมีอุปกรณ์พิเศษที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการวิ่งระยะยาวได้

ในปี 2018 ที่ผ่านมา นิตยสาร Runner’s World ไม่พลาดที่จะคัดเลือกรองเท้าวิ่งสายเน้นทำความเร็วว่ายี่ห้อและรุ่นไหนโดดเด่นเป็นพิเศษ ซึ่งรางวัลยอดเยี่ยมเหมาะสมกับราคาเป็นของ Reebok Floatride Run Fast Pro แม้ว่าจำนวนของ Nike Vapor Fly 4% ที่ขายในตลาดจะขายได้มากกว่า แต่ด้วยคุณสมบัติบวกราคานิตยสารจัดให้ Run Fast Pro เฉือนไปแบบนิด ๆ

งานนี้รีบ็อคเลือกใช้วัสดุเป็นเม็ดเทอร์โมพลาสติกอย่างเบาที่เรียกว่า Pebax แบบเดียวกันกับ Vapor Fly 4% ซึ่งมีคุณสมบัติเบากว่าโฟมพื้นฐานที่ใช้ทำรองเท้าวิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แถมยังรับการกระแทกได้ดีขึ้น รวมไปถึงการลดทอนการเสียพลังงานในขณะวิ่งได้ดีกว่าด้วย แม้ว่าความหนาของโฟมรองเท้าจะไม่ได้มากกว่ารองเท้าวิ่งทั่วไป แต่ก็มีความทนทานมากกว่ารองเท้าที่ทำมาเพื่อนักวิ่งเร็วประเภทลู่โดยเฉพาะ

Midsole ตัวพื้นรองรับเท้าของรุ่น Floatride Run Fast Pro ค่อนข้างจัดว่าบาง แต่ก็เสริมทั้งในส่วนของ Drop รองอุ้งเท้าให้สูงขึ้นเพื่อกระชับอุ้งเท้ามากกว่า ขณะเดียวกันก็เสริมขอบด้วยโฟม EVA Rim เพื่อให้มันคงรูปได้ดีเป็นพิเศษและล็อคเท้าให้อยู่ในจุดที่ควรอยู่คือบน Floatride Foam

Outsole พื้นรองเท้าด้านล่างสุดทำด้วยยางเบาแบบปรุ ถูกทดสอบกับหลายสภาพผิวถนนว่าทำความเร็วได้สูง ขอบด้านนอกและส้นเท้าถูกเสริมหนาพิเศษเพื่อให้รองเท้ามีความทนทานมากขึ้นเมื่อเอามารวมกับในส่วนของตัวรับแรงกระแทก ในการวิ่งจะรู้สึกเหมือนเด้งแบบมีสปริง

Upper ตัวรองเท้าเป็นผ้าถักทอไร้ตะเข็บแบบตาข่ายระบายอากาศจำนวนมาก ปลายรองเท้าแคบ ดูเป็นรองเท้าที่ค่อนข้างเพรียวแต่ไม่คับ ตัวผ้าตาข่ายอัปเปอร์บางเบาและยืดหยุ่นทำให้สามารถขยับนิ้วได้สะดวก นอกจากนี้มันยังมีลิ้นรองเท้าที่ทำให้เท้านักวิ่งยึดติดกับศูนย์กลาง ข้อดีอีกอย่างของ Floatride Run Fast คือการที่มันไม่อมน้ำมากนัก ทำให้ความรู้สึกว่ารองเท้าหนักในวันที่ฝนตกหรือเปียกน้ำลดลงไป

Reebok Floatride Run Fast Pro ได้รับคำแนะนำจากนักรีวิวว่าเหมาะอย่างยิ่งในการสวมใส่สำหรับวิ่งฮาล์ฟ มาราธอนและฟูล มาราธอน ด้วยความที่มันมีน้ำหนักเบาแค่ราว 200 กรัม มีเทคโนโลยีลดแรงกระแทกและตัววัสดุพื้นช่วยเสริมแรงเด้งในจังหวะเปลี่ยนสเต็ป ใส่ไว้นานก็สบายเท้าเพราะไม่เก็บความร้อน ที่สำคัญราคาถูกกว่า Nike Vapor Fly 4% ที่มีคุณสมบัติอย่างเดียวกันถึง 60-70%

post

5 งานวิ่งไทย ๆ ที่ต้องไปสักครั้ง

การวิ่งกลายเป็นกระแสฮิตของคนไทยมากขึ้น ทำให้มีการจัดกิจกรรมวิ่งทุกประเภทเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ ทั้งที่จัดเป็นประจำมาแล้วหลายปี และที่เพิ่งจัดให้ครั้งสองครั้ง แต่ที่เป็นไฮไลท์สำหรับนักวิ่งที่ต้องลงรายการว่า Must Run หรือต้องไปให้ได้ 5 งานมีอะไรบ้างลองมาดูกัน

“จอมบึงมาราธอน จ.ราชบุรี”

งานวิ่งที่มักจะมาอันดับหนึ่งในใจนักวิ่งส่วนใหญ่ เป็นคอร์สวิ่งที่จัดอย่างต่อเนื่องมา 30 ปีโดยผู้จัดงานท้องถิ่น ถึงขนาดมีสโลแกนเก๋ ๆ ว่า “งานวิ่งชาวบ้าน มาตรฐานสากล” จัดงานช่วงเดือนมกราคมทุกปีในเวลาที่อากาศกำลังสบายดี เส้นทางไม่ยากไม่ง่าย เหล่านักวิ่งเมืองกรุงในยุคที่ยังไม่มีงานในต่างจังหวัดมากนักมักพุ่งไปที่นี่เพราะระยะทางไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก แถมที่นี่ยังเป็นโมเดลต้นแบบงานวิ่งอื่น ๆ ในเมืองไทยทั้งการจัดงานและกองเชียร์ด้วย

“บุรีรัมย์มาราธอน จ.บุรีรัมย์”

งานวิ่งที่บุรีรัมย์เกิดจากความสามารถในการสั่งการให้คนทั้งเมืองแสดงความร่วมมือร่วมใจ แบ็คอัพงานใหญ่ทั้งภาคการเมือง ภาคธุรกิจ ทำให้สามารถผลักดันงานให้กลายเป็นแถวหน้าได้ไม่ยาก แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจที่ทำให้งานวิ่งบุรีรัมย์มาราธอนได้รับการยอมรับคือเรื่องของการจัดงานได้ยิ่งใหญ่ เส้นทางวิ่งออกจากสนามแข่งรถอันดับหนึ่ง ผ่านเส้นทางที่กองเชียร์ไม่เคยหยุดส่งเสียง ทำให้นักวิ่งมีพลังขยับขาไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เป็นหนึ่งในงานที่มีอัตราสมัครเต็มเร็วที่สุด งานนี้จัดประจำทุกเดือนกุมภาพันธ์

“บางแสน21 จ.ชลบุรี”

บางแสนเป็นเจ้าภาพจัดงานวิ่งระยะฮาล์ฟต่อเนื่องหลายปีก่อนเพิ่มมาราธอนเข้าไปในโปรแกรมด้วย แต่ที่เป็นสุดยอดของบางแสน 21 คือการที่ได้รับรองมาตรฐาน IAAF ระดับเหรียญทองแดงรายการแรกของไทย ซึ่งนักวิ่งสามารถใช้สถิติยื่นแข่งขันในรายการระดับนานาชาติได้ทั่วโลก เส้นทางงานวิ่งบางแสนมีทั้งส่วนยากและง่ายผ่านจุดสำคัญ ๆ ในเขตเทศบาลตำบลแสนสุข โดยครึ่งหนึ่งของเส้นทางจะวิ่งขนานไปกับชายหาดบางแสน ส่วนการวิ่งมาราธอนยังไม่สมบูรณ์เท่าระยะฮาล์ฟ งานวิ่งบางแสนจัดในช่วงกลางเดือนธันวาคม

“ลากูน่า ภูเก็ต มาราธอน จ.ภูเก็ต”

ความขึ้นชื่อของภูเก็ตมาราธอนคือการที่มันเป็นสนามสายโหดหิน เนื่องจากนักวิ่งต้องสู้กับเนินวัดใจหลายจุดตลอดเส้นทาง รวมถึงเรื่องความร้อนและแดดที่ว่าโหดกว่าใคร แถมยังเสี่ยงดวงว่าจะเจอฝนหรือไม่ด้วย งานวิ่งนี้จัดช่วงเดือนมิถุนายนทำให้เป็นรายการใหญ่ที่ไม่กระชั้นชิดกับรายการช่วงฤดูหนาวของสนามวิ่งอื่น

“เชียงราย อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน จ.เชียงราย”

อีกหนึ่งงานวิ่งที่ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมากเมื่อครั้งจัดงานในปี 2017 เส้นทางเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-ลาว ทั้งบรรยากาศ เส้นทางและการอำนวยความสะดวก หลายเสียงบอกว่าพร้อมมาวิ่งอีก น่าเสียดายที่ปี 2018 ที่ผ่านมางานย้ายไปจัดวิ่งในตัวเมืองเชียงรายภายใต้การสนับสนุนของสายการบินหนึ่ง ถ้าเชียงราย อินเตอร์เนชั่นแนลได้กลับมาจัดอีกครั้งในช่วงเวลาเดิมคือกรกฎาคม ถือเป็นงานที่นักวิ่งไม่ควรพลาด

post

ความเข้าใจพื้นฐานก่อนเริ่มต้นการวิ่ง

การวิ่งอาจจะเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดบนโลก และผู้คนหลายร้อยล้านคนก็รักการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง แค่เพียงมีรองเท้าวิ่งสักคู่กลับเส้นทางที่จะไป คุณก็สามารถเปิดประตูสู่โลกการวิ่งได้แล้ว

ประโยชน์ของการวิ่ง

เป็นคำถามที่ง่าย ๆ แต่เวลาให้นึกคำตอบไม่ค่อยง่ายนัก นั่นเพราะแต่ละคนออกวิ่งด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันไป ซึ่งรวบรวมมาได้ประมาณต่อไปนี้

1. การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างหนึ่ง

2. ช่วยในการลดน้ำหนักอย่างได้ผล

3. เป็นกิจกรรมที่ทำได้ในราคาไม่แพง

4. สามารถทำได้ทั้งในร่มหรือออกไปกลางแจ้ง

5. การวิ่งช่วยให้สมองผ่อนคลาย ระบายความเครียดได้

6. การวิ่งสามารถทำด้วยตัวคนเดียวก็ได้ ทำร่วมกันกับคนอื่นก็ได้โดยไม่จำกัด

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเคลื่อนไหวร่างกาย การวิ่งนั้นทำให้หัวใจและปอดได้ทำงาน ซึ่งช่วยให้เกิดการสูบฉีดของเลือดและออกซิเจนอย่ามีประสิทธิภาพ เผาผลาญคาร์บอนไดออกไซด์และขยะเสียจากเซลล์ในร่างกาย ในขณะที่หัวใจเต้นแข็งแรงขึ้น มันก็ปั้มสูบฉีดเลือดออกไปโดยมีผลเสียกับร่างกายน้อยที่สุด ถ้าสรุปในส่วนนี้ก็ประกอบด้วย ขยายขนาดของปอดให้พองโตมากขึ้น, เพิ่มกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม, ลดระดับคอเรสเตอรอลและทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น

ในส่วนของกล้ามเนื้อและกระดูกที่เกิดจากการวิ่งอย่างสม่ำเสมอควบคู่กับการเล่นเวท นักวิ่งจะมีกระดูกที่แข็งแรง มีมวลกระดูกเพิ่ม กล้ามเนื้อจะแข็งแรงและใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่กำลังเป็นประจำเดือนหรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน การวิ่งจะช่วยบรรเทาเรื่องนี้ได้มาก

ในทางด้านสภาวะอารมณ์ การวิ่งทำให้รู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรก นั่นเพราะเป็นความรู้สึกที่คุณเริ่มต้นด้วยความอยากวิ่งเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่ออกวิ่งเพราะต้องวิ่ง ดังนั้นการวิ่งทำให้รู้สึกร่าเริง เอ็นโดฟินที่หลั่งออกมาทำให้รู้สึกมีความสุข ร่างกายได้ปลดปล่อยพลังงาน ซึ่งร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมที่ในระยะยาวจะแข็งแรงขึ้น

สำหรับการลดน้ำหนัก การวิ่ง 1 ชั่วโมงช่วยเผาผลาญแคลอรี่ออกไปจากร่างกายในระดับที่ไม่น่าเชื่อ เพราะมีการบันทึกว่า คนที่หนักราว 70 กิโลกรัม การจ็อกกิ้งระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตรในหนึ่งชั่วโมง ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ไป 584 แคลอรี่ และเพิ่มเป็น 728 แคลอรี่ในคนหนักราว 90 กิโลกรัม หากเป็นคนที่หนัก 105 กิโลกรัมขึ้นไปจะเผาผลาญถึง 872 แคลอรี่ แต่ถ้าเป็นการวิ่งประมาณ 12-13 กิโลเมตรในหนึ่งชั่วโมง การเผาผลาญจะสูงขึ้นเกือบสองเท่า

รู้อย่างนี้หลายคนคงต้องหาแรงจูงใจที่จะเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการวิ่งเสียที

post

แฟนรักบี้ห้ามพลาด เวิร์ดคัพปีนี้บินลัดฟ้ามาจัดกันที่ประเทศญี่ปุ่น

ข่าวดีสำหรับชาวเอเชียที่ชื่นชอบกีฬารักบี้ เพราะในปี 2019 นี้ จะมีทัวร์นาเมนต์ระดับโลก Rugby world Cup มาจัดกันที่ประเทศญี่ปุ่น สำหรับใครที่อยากบินไปชมกันสด ๆ สัมผัสบรรยากาศกันในสนามก็ย่อมได้ วันนี้ เราได้นำเอาข่าวสารและข้อมูลของการแข่งขันมาฝากกัน

ประเทศญี่ปุ่น เจ้าภาพ Rugby World Cup 2019

การแข่งขัน Rugby World Cup 2019 เป็นทัวร์นาเมนต์การแข่งขันรักบี้ระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดขึ้นที่ทวีปเอเชียและเป็นการแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์ติดต่อกันในประเทศเดียว อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นจุดกำเนิดดั้งเดิมของกีฬารักบี้อีกด้วย ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการแข่งขันรักบี้ระดับโลกก็เลยว่าได้ โดยก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะได้สิทธิเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันรักบี้ระดับโลกในครั้งนี้ ทาง BettingTop10.com ก็ได้สืบทราบมาว่าฮ่องกงและสิงค์โปร์ก็ได้ให้ความสนใจและร่วมประมูลสิทธิการแข่งขันครั้งนี้เช่นเดียวกัน

การแข่งขัน Rugby World Cup ในปีนี้จะเริ่มแข่งตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน – 2 พฤศจิกายน 2019 โดยนัดเปิดสนามจะจัดการแข่งขันขึ้นที่สนามกีฬา Ajinomoto, Chofu กรุงโตเกียวและนัดสุดท้ายจะจัดการแข่งขันขึ้นที่สนามกีฬานิสสันในโยโกฮาม่า จังหวัดคานากาว่า แบ่งกลุ่มการแข่งขันออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่ม A ประกอบด้วย ไอร์แลนด์, สก็อตแลนด์, ญี่ปุ่น, รัสเซียและซามัว

กลุ่ม B ประกอบด้วย นิวซีแลนด์, เซาน์แอฟริกา, อิตาลี, นามิเบียและแคนาดา

กลุ่ม C ประกอบด้วย อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อาร์เจนตินาร์, สหรัฐอเมริกาและตองกา

กลุ่ม D ประกอบด้วย ออสเตรเลีย, เวลล์, จอร์เจีย, ฟิจิและอุรุกวัย

สนามที่ใช้ในการแข่งขันตลอดทัวร์นาเม้นต์จะจัดขึ้นที่สนามกีฬาในเมืองต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด 12 สนาม ได้แก่ Tokyo Stadium, International Stadium Yokohama, Shizuoka Stadium Ecopa, Hanazono Rugby Stadium, Fukuoka Hakatanomori Stadium, City of Toyota Stadium, Sapporo Dome, Kumamoto Stadium, Kobe Misaki Stadium, Kumagaya Rugby Stadium, และ Kamaishi Recovery Memorial Stadium พร้อมถ่ายทอดออกอากาศให้แฟนกีฬารับชมกันแบบสด ๆ ได้ทางช่อง Nippom TV, NHK และ J Sports

สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนการแข่งขัน       

สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนการแข่งขันในครั้งนี้เรียกได้ว่าระดมแบรนด์ดังกันมาจากทั่วโลก โดยแบ่งสปอนเซอร์หลักออกได้เป็น 3 กลุ่มดังต่อไปนี้

Worldwide Partners ได้แก่ Emirates, Heineken, Land Rover, Société Générale, DHL และ MasterCard

Official Sponserd ได้แก่ Canon, Secom, Taisho Pharmaceutical, Toto, Mitsubishi Estate และ NEC

Tournament Supplier ได้แก่ Gilbert, Tudor–Rolex, Toppan, Canterbury, NTT DoCoMo และ Ernst & Young

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบกีฬาและติดตามทัวร์นาเมนต์การแข่งขันระดับโลกเช่นนี้ อย่าลืมแวะมาอัพเดตข่าวสารได้ที่เว็บของเรา ซึ่งเราจะนำทั้งภาพบรรรยากาศ รายงานสดการแข่งขัน และเรื่องราวต่าง ๆ มาอัพเดตให้คุณได้รู้ก่อนใคร