post

Larry Macon ยอดนักวิ่งมาราธอน 50 รัฐของอเมริกา

ในการวิ่งมาราธอนให้ทั่วอเมริกาต้องลงสนามอย่างน้อย 50 สนามจาก 50 รัฐ นั่นจะทำให้ได้รับการยกย่องและได้รับประกาศนียบัตรผู้พิชิตการวิ่งมาราธอนอเมริกาที่จัดโดยองค์กร 50 State Marathon Club

แน่นอนว่าการวิ่งพิชิตทั่วอเมริกาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะตั้งแต่องค์กรนี้เก็บบันทึกสถิติโดยนับย้อนไปตั้งแต่ปี 1983 ที่เล่ากันว่า Wally Herman ทำสำเร็จคนแรกมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขามีรายชื่อผู้วิ่งมาราธอนครบ 50 รัฐสำเร็จเพียง 1,490 รายเท่านั้น การวิ่งให้ครบ 50 รัฐอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเกินจะทำ แต่การพิชิตครบ 50 รัฐซ้ำแล้วซ้ำอีกนี่สิที่น่านับถือใจนักวิ่งคนนั้นจริงๆ

วันที่ 28 กันยายน 2003 ที่ Quad Cities เมือง Moline รัฐอิลลินอยส์ Larry Macon สามารถวิ่งครบทั้ง 50 รัฐทั่วอเมริการวมกับวอชิงตัน ดีซีได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นบางคนก็อาจจะพอใจเพียงเท่านั้น แต่ชายคนนี้ไม่ได้ต้องการหยุดเท่านี้ เขายังคงมีความกระหายที่จะวิ่งเพิ่มขึ้น

Larry มักจะเล่าเรื่องที่ฟังดูตลก โดยย้อนหลังไปปี 1996 ตอนนั้น Larry Macon ที่เพิ่งได้เป็นนักกฎหมายใหม่หมาดๆ เขาทำงานหนักแม้กระทั่งสุดสัปดาห์ยังทำงานมากถึง 20 ชั่วโมง ในขณะที่คนอื่นอาจจะไปเล่นกอล์ฟ ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานในวันสุดสัปดาห์ ตัวเขาเองยังคงทำงาน ขณะที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟในซานอันโตนิโอ เขาชำเลืองมองหนังสือพิมพ์แล้วเห็นโฆษณางานวิ่งมาราธอนซึ่งจะจัดในอีก 3 สัปดาห์ให้หลัง แล้วเขาก็ตัดสินใจจะลงวิ่งดู

หลังจากวิ่งมาราธอนครบ 50 รัฐได้เป็นครั้งแรก Larry ก็ติดใจการวิ่งมาราธอนหนักขึ้นไปอีก เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนของปี 2004 เขาก็พิชิต 50 รัฐได้เป็นรอบที่สอง จากนั้นก็พิชิต 50 รัฐได้ต่อเนื่องกันทุกปี แถมบางปีเขายังทำสำเร็จถึง 2 รอบด้วย ปัจจุบัน Larry เป็นนักวิ่งอันดับหนึ่งของการพิชิต 50 รัฐด้วยการทำไปทั้งหมด 16 ครั้ง

ความบ้าวิ่งของ Larry ทำให้ตัวเลขสนามที่เขาลงวิ่งมีเกิน 100 สนามในทุกๆ ปี โดยเฉพาะในปี 2013 ที่เขาถูกบันทึกว่าเข้าร่วมวิ่งมาราธอนถึง 255 รายการ แม้จะถูกนับเป็นสถิติออฟฟิเชียลแบบทางการแค่ 239 สนาม แต่นั่นก็มากพอที่เขาจะเป็นเจ้าของการลงแข่งขันมาราธอนในหนึ่งปีไว้มากที่สุด

สำหรับคนทั่วไปแล้ว การวิ่งมาราธอนหนึ่งรายการก็ดูน่าเหนื่อยแล้ว แต่คนบ้าวิ่งอย่าง Larry ทำอะไรมากกว่านั้น  เพราะในปี 2013 ระหว่างวันศุกร์ที่ 16 ถึงวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคมแค่ 3 วัน Larry ลงวิ่งมาราธอนจบถึง 6 สนาม นั่นทำให้เกิดความสงสัยที่มีต่อการวิ่งมาราธอนของ Larry Macon ว่าเขาทำได้อย่างไรพาให้นักข่าวต้องลงไปสืบหาความเป็นไปได้ว่าทำไม Larry สามารถวิ่งในรายการที่ออกสตาร์ทพร้อมกันด้วยซ้ำได้ และได้คำตอบว่าเขาได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษให้ไม่ต้องวิ่งตามเวลาของการแข่งขัน บางสนามได้วิ่งก่อนและบางสนามได้วิ่งตามหลังนั่นเอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถคลายข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องของบางช่วงเวลาที่มันดูไม่ลงตัว แต่ก็ยังคงไม่สามารถหาคำตอบได้ ดังนั้นสถิติของเวิลด์ เรคคอร์ดก็ยังคงถูกระบุเป็นชื่อของ Larry Macon ไว้

ไม่ว่าการวิ่งมาราธอนของ Larry Macon จะมีข้อมูลจริงเท็จมากแค่ไหน แต่ด้วยการที่เขาสามารถพิชิตการวิ่งมาราธอน 50 รัฐซ้ำๆ และครองอันดับนักวิ่งมาราธอนเบอร์หนึ่งด้านจำนวนลงวิ่งอยู่ในตอนนี้ มันก็ทำให้เขาเป็นบุคคลที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ

post

50 State Marathon Finisher ความภาคภูมิใจของนักวิ่งผู้พิชิตทั่วอเมริกา

รางวัลที่ยิ่งใหญ่ในการวิ่งมาราธอนของโลกคือการพิชิตเมเจอร์ทั้ง 6 และเป็นผู้ครอบครองเหรียญ Six Stars Finisher แต่หากเป็นนักวิ่งมาราธอนชาวอเมริกันแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ใครทำสำเร็จจะได้รับการยกย่องอย่างมากไม่แพ้กัน นั่นคือการวิ่งพิชิตรายการมาราธอนที่จัดขึ้นในประเทศครบทุกรัฐ

แผ่นดินอเมริกาที่กว้างใหญ่ประกอบขึ้นด้วยรัฐทั้ง 50 รัฐ แต่ละรัฐต่างก็มีชมรมวิ่งของตัวเอง รวมไปถึงในมหาวิทยาลัยก็มีชมรมวิ่งมาราธอนอย่างกว้างขวาง ตลอดจนก็มีการจัดงานวิ่งทั้งระยะสั้นและระยะไกลเป็นประจำ ทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่มีงานวิ่งอย่างมากมาย จนเกิดเป็นความท้าทายสำหรับนักวิ่งที่สามารถลงแข่งขันมาราธอนครบทุกรัฐ ซึ่งคนที่จะผ่านเงื่อนไข 2 ข้อแต่ยากสุดๆ ที่ว่าวิ่งมาราธอนครบทั้ง 50 รัฐอย่างน้อยรัฐละ 1 ครั้งและต้องทำเวลา Sub4 หรือใช้เวลาน้อยกว่า 4 ชั่วโมงเท่านั้น

ผู้ที่พิชิตชาลเลนจ์สุดหินนี้ได้จะได้รับการบรรจุชื่อเข้าเป็นสมาชิกของ 50 States Marathon Club พร้อมกับได้รับโล่รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ แต่ว่าตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นในปี 2001 มีนักวิ่งที่ประสบความสำเร็จจากการพิชิตมาราธอนครบ 50 รัฐรวม 1,490 ราย (ยังได้รับการยืนยันไม่ครบ) โดยนักวิ่งอายุน้อยที่สุดที่ทำสำเร็จเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 17 ที่เริ่มวิ่งได้ 3 ปี แต่ลงสนามไปถึง 367 สนามในตอนนั้น ขณะที่นักวิ่งหญิงอายุ 20 ปีรายหนึ่งสามารถพิชิตมาราธอนครบ 50 รัฐโดยการลงวิ่งมาราธอนไม่ซ้ำรัฐตลอด 50 รายการ

อันที่จริงแล้วการวิ่งพิชิต 50 รัฐเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1983 โดยคนแรกที่ทำสำเร็จคือปู่ Wally Herman จากออนตาริโอ้ แคนาดา แต่เป็นที่รับรู้กับเพียงในกลุ่มวิ่งเล็กๆ ซึ่งกลุ่มนี้เองที่เป็นผู้ริเริ่มรวมตัวสร้างชมรมนักวิ่งพิชิต 50 รัฐขึ้น แต่กว่าจะสำเร็จลงตัวก็ต้องรอกันเกือบ 20 ปีทีเดียว

รายการวิ่งมาราธอนพิชิต 50 รัฐได้รวมเอา 3 รายการในประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของ 6 เมเจอร์หลักเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะบอสตัน มาราธอนของรัฐแมสซาชูเซตส์, ชิคาโก มาราธอนของอิลลินอยส์และนิวยอร์ก มาราธอนของรัฐนิวยอร์ก แต่เนื่องจากช่วงแรกๆ หลายรัฐยังไม่มีการจัดวิ่งมาราธอนอย่างเป็นทางการ ทางองค์กรก็เลยไปเป็นผู้ดำเนินการให้เพื่อให้สามารถเกิดการวิ่งพิชิต 50 รัฐได้ เนื่องจากเป็นการยากไม่น้อยที่จะสามารถวิ่งครบ 50 รัฐได้ง่ายๆ ทางสมาคมที่จัดรางวัลนี้จึงมีรางวัลรายทางให้ด้วย โดยผู้ที่ผ่านการลงแข่ง 10 มาราธอนขึ้นไปสามารถสมัครเป็นสมาชิกของชมรมได้ ในช่วงเวลาหลังจากนั้นก็มีการจัดตั้งองค์กร 50 States Half Marathon Club ขึ้นมาบ้าง

ปัจจุบัน 50 States Marathon Club มีสมาชิกนักวิ่งทั้งชาวอเมริกันและต่างชาติรวม 4,613 คน สะสมสถิติงานวิ่งมาราธอนรวมกันไปเกิน 3 แสนรายการ พร้อมทั้งขยายความสัมพันธ์ไปทั่วทั้งโลก โดยเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการวิ่งพิชิตประเทศแคนาดา ประเทศออสเตรเลีย และพิชิตทั้ง 7 ทวีปตามมา

เรื่องราวของนักวิ่งที่พิชิต 50 รัฐของอเมริกากลายเป็นแรงบันดาลใจผู้คนจำนวนมาก ในวันที่โซเชียล กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารชั้นดี นักวิ่งที่ตั้งเป้าพิชิต 50 รัฐจำนวนไม่น้อยได้บันทึกเรื่องราวความยินดีและความเหนื่อยยากของพวกเขาลงบนสื่อที่ถูกนำเสนอไปทั่วโลก

post

Abbott World Marathon Major Finisher เหรียญพิเศษที่มีไว้เพื่อนักวิ่งมาราธอน

ในวงการนักวิ่งนั้น การวิ่งจบรายการมาราธอนถือเป็นความภาคภูมิใจสำหรับนักวิ่งแต่ละคน ซึ่งโดยปกติแล้วนักวิ่งที่จบการแข่งขันมาราธอนจะได้รับเหรียญที่ระลึกเพื่อแสดงความนับถือซึ่งเรียกว่าเหรียญ Finisher แต่ก็จะมีบางเหรียญที่ถือเป็นเหรียญพิเศษสำหรับนักวิ่งที่วิ่งสำเร็จเงื่อนไขบางอย่างเท่านั้น

บนโลกใบนี้ก็มีรายการมาราธอนที่เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวางเรียกว่าเป็น World Marathon Major จำนวน 6 สนามด้วยกันประกอบด้วย โตเกียว บอสตัน ลอนดอน เบอร์ลิน ชิคาโกและนิวยอร์ก ซึ่งหากนักวิ่งคนไหนได้ลงวิ่งในรายการเหล่านี้ถือได้ว่าผ่านสนามวิ่งที่ยิ่งใหญ่สุดๆ แต่ก็มีบางคนที่ประสบความสำเร็จในการได้เข้าร่วมการแข่งขันจนครบ ทำให้ทาง Abbott บริษัทเอกชนด้านเภสัชกรรมและการผลิตยาเล็งเห็นความพิเศษของผู้ที่วิ่งสำเร็จรายการสำคัญทั้ง 6 ได้ จึงได้จัดทำเหรียญรางวัลพิเศษขึ้นมา

ปี 2006 เป็นปีแรกที่เหรียญ Abbott World Marathon Major Finisher หรือ 6 Stars Finisher ถูกจัดทำขึ้น และกลายเป็นเป้าหมายล้ำค่าของนักวิ่งมาราธอนจากทั่วโลก เนื่องจากมหกรรมวิ่งทั้ง 6 สนามดังกล่าวเริ่มไม่ใช่เรื่องง่ายในการได้เข้าร่วม บางสนามรับคนได้หลักหมื่นขณะที่ความต้องการเข้าร่วมจากทั่วโลกปีละหลายแสนคน และมีอย่างน้อย 4 สนามที่ต้องมีสถิติเวลาที่ดีพอสำหรับทำการสมัคร พร้อมทั้งต้องรอลุ้นการจับลอตโต้เข้าร่วมแข่งขันด้วย

นับตั้งแต่ถือกำเนิดรางวัล Abbott WMM ขึ้นมาจนถึงรายการบอสตัน มาราธอนล่าสุด มีนักวิ่งที่เข้าเส้นชัยครบทั้ง 6 สนามรวมกันเพียง 4,000 กว่ารายเท่านั้น โดยนักวิ่งชาวไทยที่สามารถวิ่งครบทั้ง 6 สนามปัจจุบันมีเพียง 3 ราย รายล่าสุดและที่ใช้เวลาน้อยที่สุดคือนฤพนธ์ ประธานทิพย์ นักวิ่งชั้นนำของไทยที่ใช้เวลาถึง 7 ปีจึงคว้าเหรียญนี้มาได้หลังจบรายการชิคาโก มาราธอนเมื่อตุลาคมปี 2018

ลักษณะของเหรียญ Abbott WMM หรือที่เรียกเล่นๆ ว่าเหรียญพอนเดอริง เนื่องจากมีรูปร่างเป็นเหรียญกลม 6 เหรียญที่สลักรูปสถานที่แข่งขันทั้ง 6 เมเจอร์ใหญ่วางเรียงต่อกันเป็นวงกลม พร้อมด้วยวงกลมที่มีรูปดาวบรรจุเลข 6 ไว้ข้างในที่ว่ากันว่าเหมือนกับโดนัทของค่ายหนึ่งที่ชื่อ “พอนเดอริง” นั่นเอง

ในปีที่ 12 ของการก่อตั้งเหรียญ Abbott WMM กำหนดการของการพิชิตเหรียญในรอบปีนี้จะพิจารณาจาก 7 สนามแข่งขันด้วยกัน โดยสนามแรกเริ่มที่เบอร์ลินในเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา จากนั้นก็จะไล่ตามลำดับคือชิคาโก ในเดือนตุลาคม ตามด้วยนิวยอร์ก ในเดือนพฤศจิกายน และในปี 2019 อีก 4 สนามคือโตเกียว ในเดือนมีนาคม บอสตัน กับลอนดอน ในเดือนเมษายน ก่อนจะปิดท้ายด้วยเบอร์ลินอีกครั้งในเดือนกันยายนและนับเป็นการเริ่มต้นรอบปีที่ 13 ของเหรียญนี้ด้วย

ในการพิชิตเหรียญนี้นักวิ่งต้องลงทะเบียนแสดงตนว่าจะวิ่งครบในช่วงเวลาก่อนหน้างานวิ่ง เพื่อรับเหรียญพร้อมใบประกาศนียบัตรที่ยืนยันว่านักวิ่งรายนั้นทำสำเร็จในสิ่งที่เป็นความหมายปองของนักวิ่งทั่วโลก ซึ่งนักวิ่งจำนวนมากที่ทำสำเร็จได้กลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้คนในเวลาต่อมา

เหรียญรางวัลชนะการแข่งขันมาราธอนนอกจากจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถแล้ว มันยังเป็นเครื่องบ่งบอกความพยายามในการเอาชนะตัวเองด้วย เนื่องจากการพิชิตมาราธอนไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้เพียงแค่คิด เพราะต้องเตรียมตัวและเตรียมใจอย่างยิ่ง ดังนั้นหากคว้าเหรียญหกดาวหรือ Abbott WMM มาได้มันยิ่งเป็นเรื่องความพยายามขั้นสุดยอดของนักวิ่งคนหนึ่งจริงๆ

post

Hoka One One Bondi 6 รองเท้ารุ่นโคตรนิ่มแห่งปี 2019

รองเท้าวิ่งคือหนึ่งในอุปกรณ์วิ่งที่นักวิ่งให้ความสำคัญในการเลือกซื้อเลือกใช้มากที่สุด เพราะรองเท้าที่ดีนอกจากช่วยให้วิ่งได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่จะเกิดจากการวิ่งด้วย การเลือกรองเท้าที่ถูกออกแบบมาให้ช่วยรับแรงกระแทกจากการวิ่งมากๆ จึงเป็นตัวเลือกที่นักวิ่งมองหา

โดยธรรมชาติแล้วการบาดเจ็บจากการวิ่งที่เกิดกับเท้าจะมีด้วยกัน 2 จุดหลักๆ คือ บริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า (Forefoot) และส้นเท้า (Heel) ซึ่งขึ้นกับวิธีวิ่งของแต่ละคน ดังนั้นค่ายผู้ผลิตรองเท้าจึงแข่งขันกันขายคุณภาพในการรับแรงกระแทกทั้งสองจุดดังกล่าวบนผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ค่าย Hoka One One ค่ายรองเท้าจากฝรั่งเศสที่มาสร้างตัวเองในอเมริกาจับจุดเน้นความเป็น Maximalist มาขาย

ในรองเท้ารุ่น Bondi 6 ซึ่งทางนิตยสาร Runner’s World จับรองเท้าหลายรุ่นหลายค่ายไปทดสอบทั้งในห้องแล็บและวิ่งสนามจริงเพื่อให้คะแนนใน 3 เรื่องได้แก่ การรับแรงกระแทกของฝ่าเท้าด้านหน้า การรับแรงกระแทกของส้นเท้าและเรื่องความบิดโค้งในระหว่างวิ่ง จากนั้นทำการให้คะแนนเต็ม 10 ปรากฏว่า Bondi 6 มีคะแนนเรื่องการรับแรงกระแทกที่ฝ่าเท้าด้านหน้าสูงถึง 8.2/10 การรับแรงกระแทกที่ส้นเท้า 9.4/10 และมีค่าความบิดโค้งของรองเท้าไม่ถึง 1/10

ตัวรองเท้านั้นค่อนข้างมีมิดโซลที่หนา ระยะดร็อปของรองเท้าผู้ชายมากถึง 1 ซม. น้ำหนักเกือบ 3 ขีดทำให้มันไม่หนักไปแต่ก็ไม่เบามากนัก ขณะที่รุ่นของผู้หญิงดร็อปก็ยังมากถึง 0.8 ซม. แต่ดีกว่าน้ำหนักรองเท้าผ่าน 2 ขีดมาเพียงเล็กน้อยซึ่งถือได้ว่าเบาเอาการ

 จากการทดสอบผลสรุปออกมาว่านักวิ่งที่ทำการเทสต์รองเท้ารุ่นนี้ต่างก็หลงรักมัน ไม่ว่าจะวิ่งบนลู่หรือวิ่งบนถนน พวกเขาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านิ่มเหมือนวิ่งบนฟองน้ำ ซึ่งเมื่อมันรับแรงกระแทกได้ดีมันก็ส่งคืนพลังงานกลับสู่ขาและหัวเข่าได้มากขึ้น มันจึงเหมาะกับนักวิ่งที่กังวลใจเรื่องน้ำหนักและปัญหาการรับภาระของหัวเข่าและข้อเท้า

นอกจากนี้ในส่วนของการระบายอากาศ Hoka One One Bondi 6 ก็ทำออกมาได้ดี โดยถือว่าทำการพัฒนาจากจุดอ่อนในรุ่นก่อนหน้ามาเป็นรุ่นใหม่ที่ถูกใจนักวิ่งมากขึ้น

แต่มีคนชอบก็มีคนไม่ชอบเป็นธรรมดา เมื่อ Bondi 6 มีหลายเสียงบอกว่ามันค่อนข้างออกแบบมามีหน้ารองเท้าที่แคบ และความทนทานหลังจากการวิ่งไปนานๆ ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากหลายคนใช้วิ่งจริงแล้วส่วนของโฟนเอ้าท์โซลหลุดออกมาง่ายเกินไป

แม้จะมีข้อดีข้อเสียอยู่บ้างตามความจริงที่ว่าไม่มีอะไรเพอร์เฟ็ค แต่ Bondi 6 ก็เป็นรองเท้าที่ได้รับความชื่นชมจากนักวิ่งทดสอบจำนวนมาก เมื่อเอามันไปเทียบกับรองเท้าค่ายเดียวกันในรุ่น Bondi 5 หรือรองเท้าวิ่งรุ่นอื่นของ Hoka One One เอง

รองเท้าวิ่ง Hoka One One Bondi 6 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักวิ่งที่ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว หรือมีปัญหาเกี่ยวกับหัวเข่า เพราะเป็นรองเท้าที่ค่อนข้างรับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมทั้งส่วนของปลายเท้าและส้นเท้า นักวิ่งที่เลือกความนุ่นเบาสบายเวลาวิ่งน่าจะไม่ผิดหวัง 

post

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้นจากการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นในการวิ่ง

ในยุคที่กระแสการดูแลสุขภาพกลายเป็นเรื่องสำคัญ การวิ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ผู้คนสามารถเริ่มต้นได้อย่างง่ายดาย ใช้อุปกรณ์น้อยและสามารถทำได้ทุกที่

แต่การวิ่งก็เหมือนกับกิจกรรมอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ ซึ่งมีทั้งที่เกี่ยวกับตัวผู้วิ่ง เช่น ท่าทางในการวิ่ง ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย รูปร่างของขาและเท้า ตลอดจนสุขภาพส่วนตัว และในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการวิ่ง อาทิ ลักษณะเส้นทางที่วิ่ง ความลื่น ความลาดชัน ความร้อนของอากาศขณะวิ่ง

เพื่อให้นักวิ่งมีโอกาสบาดเจ็บจากการวิ่งน้อยลง มีวิธีปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อป้องกันการบาดเจ็บดังนี้

  1. เลือกรูปแบบการวิ่งให้เหมาะกับรูปร่าง น้ำหนัก สภาพร่างกาย ตลอดจนสภาพเส้นทางและระยะทางที่วิ่ง โดยในช่วงแรกของการวิ่งควรมีระยะทางที่ไม่มากเกินไป เพื่อปรับร่างกายให้เคยชิน ส่วนผู้ที่ต้องการวิ่งเพื่อลดน้ำหนักควรจะเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
  2. ตรวจสอบการเดินและวิ่งของตนเองว่ามีลักษณะการลงน้ำหนักอย่างไร เพื่อเลือกใช้อุปกรณ์ เช่น รองเท้า สายรัดหรือเทปรัดให้ถูกต้อง เหมาะสม
  3. ตรวจเช็คร่างกายว่ามีอัตราการเต้นของหัวใจ ความแข็งแรงกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ รวมถึงปริมาณสัดส่วนไขมันในร่างกาย เพื่อประเมินโอกาสเสี่ยงบาดเจ็บหรือโรคภัยไข้เจ็บ
  4. ทำการอบอุ่นร่างกายก่อนทำการวิ่ง เป็นการเตรียมพร้อมระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทำการวิ่งก็เป็นไปอย่างราบรื่น เสี่ยงบาดเจ็บน้อยลง
  5. ทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้พร้อม กล้ามเนื้อที่ผ่านการยืดเหยียดเพียงพอจะมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ดี มีความคล่องแคล่วเพิ่มขึ้น ร่างกายเกิดความตื่นตัว
  6. ทำการคลายอุ่นร่างกายหลังทำการวิ่ง เพื่อให้กล้ามเนื้อคืนสู่สภาวะปกติ เป็นการลดความเมื่อยล้า ปรับสมดุลการหายใจและการไหลเวียนเลือด
  7. มีเวลาพักฟื้นร่างกายเพียงพอและทานอาหารที่ได้โภชนาการ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการพักฟื้นร่างกายหลังการวิ่ง ขึ้นอยู่กับขนาดของการออกกำลังกาย โดยส่วนใหญ่แล้วหลังการออกกำลังกายในหนึ่งชั่วโมง ร่างกายควรได้รับสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตสูง สารอาหารที่มีไขมันต่ำ นอกจากนี้ในระหว่างการวิ่งและหลังวิ่งก็ควรได้ดื่มน้ำอยู่เสมอ
  8. การเลือกเสื้อผ้าต้องเหมาะสมกับลักษณะการวิ่ง สภาพอากาศ ควรเลือกชุดที่ไม่รัดจนเกินไป รวมถึงชุดที่ไม่เกิดการเสียดสีกับร่างกาย ข้อพับต่างๆ ในระหว่างทำการวิ่ง

นักวิ่งหน้าใหม่ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าตนเองได้ทำการเตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมักจะได้รับบาดเจ็บหลังจากที่วิ่งไปได้สักระยะเวลาหนึ่ง บางคนไม่เข้าใจและศึกษาให้รู้เกี่ยวกับการบาดเจ็บ ก็อาจจะฝืนจนอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรง และอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งการบาดเจ็บเหล่านี้ทำให้นักวิ่งต้องมาเสียเวลาและเสียเงินเพื่อรักษาตัวเองอยู่เนืองๆ

การป้องกันตัวเองก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บจากการวิ่ง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่นักวิ่งต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการวิ่งในแต่ละครั้ง หากทำอย่างสม่ำเสมอนอกจากจะช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น ยังช่วยส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้ตามต้องการเร็วขึ้นด้วย

post

รู้จักปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้นักวิ่งเกิดอาการบาดเจ็บได้

การวิ่งเป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ แต่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเกิดการบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะนักวิ่งที่เพิ่งเริ่มวิ่งใหม่ๆ ที่ขาดการเตรียมตัวหรือศึกษาการเริ่มต้นวิ่งอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้การวิ่งถือเป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมสูง นอกเหนือไปจากการวิ่งเป็นประจำทุกวัน นักวิ่งทั้งหลายยังให้ความสนใจไปวิ่งตามงานที่จัดขึ้น ทั้งแบบวิ่งส่งเสริมสุขภาพและแบบวิ่งทำการแข่งขันซึ่งหมุนเวียนจัดกันตลอดทั้งปี การวิ่งกลายเป็นเทรนด์สำหรับผู้คนช่วยกระตุ้นให้เกิดนักวิ่งหน้าใหม่และนักวิ่งอยากเข้าสู่วงการวิ่งมากขึ้น

แต่การเริ่มต้นโดยขาดหลักการที่ถูกต้องของนักวิ่งหลายคน ทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บ ซึ่งมีทั้งที่เป็นการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน และที่กลายเป็นการบาดเจ็บหนักๆ จนถึงขั้นต้องหยุดพักเพื่อทำการรักษาให้หายขาด ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งานกล้ามเนื้อขาที่ผิดวิธี ท่วงท่าการวิ่งที่ผิดพลาด และการดูแลร่างกายก่อนและหลังทำการวิ่งที่ขาดประสิทธิภาพ

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบาดเจ็บของนักวิ่งหรือผู้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่

  1. ปัจจัยจากตัวนักวิ่งเอง ประกอบไปด้วย
    1. อายุของผู้วิ่ง ปกติแล้วอายุของคนเรามีความสัมพันธ์กับขนาดของมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ เด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ร่างกายยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ทำให้กล้ามเนื้อจะมีความทนทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ แต่การฟื้นฟูของร่างกายรวดเร็วกว่า และเช่นเดียวกันในกลุ่มผู้สูงอายุ ร่างกายก็จะมีความเสื่อมถอยลงไป เมื่อมีการใช้กล้ามเนื้อ ร่างกายจะฟื้นตัวช้ากว่า
    1. สมรรถภาพร่างกายของนักวิ่ง ระดับของสมรรถภาพร่างกายนั้นถือเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ความสามารถในการใช้งานกล้ามเนื้อของแต่ละคนจะมีผลต่อการบาดเจ็บ ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงกว่า กล้ามเนื้อก็จะสามารถรับมืออาการบาดเจ็บได้มากกว่า
    1. โครงสร้างของร่างกาย ถือเป็นปัจจัยที่นักวิ่งแต่ละคนมีแตกต่างกันไป บางคนตัวใหญ่ น้ำหนักมาก เวลาวิ่งก็จะได้รับแรงกระแทกมากกว่าคนตัวเล็กหรือผอมบาง เช่นเดียวกันกับลักษณะรูปทรงของขา กระดูก ฝ่าเท้า รูปร่างเท้า ซึ่งมีผลให้นักวิ่งแต่ละคนมีโอกาสบาดเจ็บแตกต่างกันไป
    1. โภชนาการและวิธีทานอาหาร นักวิ่งที่ดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะเรื่องของการดูแลโภชนาการให้สอดคล้องกับการสร้างกล้ามเนื้อและการซ่อมแซมส่วนที่ใช้งานไป จะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมต่อการวิ่งมากกว่านักวิ่งที่ละเลยการดูแลเรื่องสารอาหาร
    1. สภาพจิตใจ การออกกำลังกายโดยการวิ่งช่วยทำให้จิตใจปลอดโปร่งได้ แต่นักวิ่งที่วิ่งด้วยสภาวะจิตใจที่ไม่ดีก็อาจจะส่งผลกระทบในทางอ้อมเช่น ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อตึง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หายใจไม่เป็นจังหวะหรือทำให้ความดันอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม
  2. ปัจจัยจากภายนอกที่ทำให้นักวิ่งบาดเจ็บได้
    1. ระยะเวลาในการวิ่ง การวิ่งที่กินเวลานานๆ โดยขาดการฝึกฝนหรือปรับสภาพร่างกายอย่างต่อเนื่องก่อนเกิดการใช้งานเกินกำลังที่ร่างกายและกล้ามเนื้อต่างๆ จะรับมือได้ มักทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้น
    1. ความหนักหน่วงในการวิ่ง ตามปกติแล้วนักวิ่งจะค่อยๆ ปรับระดับของระยะทางที่วิ่งขึ้น แต่ก็จะมีบางคนที่มองข้าม โดยไปลงทำการวิ่งในระยะทางที่ไกลกว่าที่วิ่งเป็นประจำ การทำแบบนี้ร่างกายจะถูกใช้งานเกินขีดจำกัด และมักเกิดการบาดเจ็บในช่วงท้ายๆ ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมาก
    1. สิ่งแวดล้อมในการวิ่ง เนื่องจากการวิ่งในแต่ละครั้ง สภาพถนนและสภาพอากาศมีผลไม่น้อยต่อระดับความเสี่ยงที่จะทำให้ร่างกายบาดเจ็บ เป็นต้นว่าถนนที่มีความลื่น ไม่เรียบ หรือลาดเอียงสูง ทำให้นักวิ่งต้องใช้กล้ามเนื้อขามากกว่าปกติ นอกจากนี้ในการวิ่งที่ขนาดเส้นทางไม่สัมพันธ์กับปริมาณนักวิ่งก็อาจจะทำให้เกิดการชนหรือกระแทกกันจนบาดเจ็บได้

อาการบาดเจ็บเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จากการวิ่ง หากรู้ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่สามารถทำให้บาดเจ็บได้ นักวิ่งก็สามารถหลีกเลี่ยงหรือหาวิธีการป้องกันตัวเองไว้ล่วงหน้าได้

post

รวม 7 จุดบาดเจ็บสามัญที่นักวิ่งมือใหม่ต้องเผชิญ

แม้ว่าการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ถึงอย่างนั้นก็มีบ่อยครั้งที่นักวิ่งก็ต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บจนทำให้ความสุขจากการวิ่งลดลง บางครั้งอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงความเจ็บปวดเล็กน้อย แต่ก็ยังมีอีกหลายอาการที่เป็นอันตรายในระยะยาว

นักวิ่งจำนวนมากมองว่าการวิ่งเป็นเพียงกิจกรรมง่ายๆ ที่มีเพียงแค่การออกตัววิ่งไปก็เรียกว่าวิ่งได้แล้ว นั่นทำให้พวกเขาประมาทต่อโอกาสเกิดการบาดเจ็บจากการวิ่งได้ แม้ว่าการบาดเจ็บของนักวิ่งจะมีจุดที่แตกต่างกันไป แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้บาดเจ็บนั้นมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน กล่าวคือนักวิ่งจะมีช่วงเวลาที่ร่างกายลอยตัวจากระดับพื้น และตอนที่ขาสัมผัสพื้นจะเป็นตอนที่น้ำหนักถูกถ่ายจากร่างกายสู่ขาและลงสู่พื้นนั่นเอง ดังนั้นการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของร่างกายส่วนใดของขาที่รับน้ำหนักดังที่กล่าวไป ซึ่งบริเวณต่างๆ ที่มีโอกาสเจ็บขึ้นมาจากการวิ่งทั่วไปมี 7 ตำแหน่งด้วยกันได้แก่

  1. ต้นขาด้านนอก เป็นจุดบาดเจ็บที่เรียกว่า ไอทีแบนด์ ตำแหน่งที่ปวดคือกล้ามเนื้อต้นขาซึ่งเกิดจากการตึงเพราะยืดเหยียดจากการก้าวยาวๆ หรือก้าวลงเนินอย่างรวดเร็ว อาการบาดเจ็บบริเวณนี้ในบางรายต้องพักฟื้นกันนาน
  2. ต้นขาด้านหลัง ส่วนนี้เรียกว่าแฮมสตริง โดยทุกการเคลื่อนไหวของขา กล้ามเนื้อส่วนนี้จะมีการทำงานตลอดเวลา อาการบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานหนักเกินไป หรือการหยุดกะทันหัน
  3. เอ็นร้อยหวาย เป็นหนึ่งในอาการเจ็บที่เกิดขึ้นได้ง่าย สามารถรับรู้ได้เมื่อปวดบริเวณข้อเท้าหรือแถวตาตุ่ม หลักๆ เกิดจากการแบกรับน้ำหนักที่เกิดจากการเดินหรือวิ่ง
  4. หน้าแข้ง เป็นบริเวณที่มักเกิดการบาดเจ็บในกลุ่มนักวิ่งที่ไม่เคยฝึกฝนหรือวิ่งเป็นประจำแล้วอยู่ๆ มาวิ่งระยะทางไกลๆ หรือวิ่งเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อและกระดูก
  5. หัวเข่า เป็นจุดที่เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้บ่อยครั้ง โดยเป็นปัญหาทางกายภาพเกี่ยวกับการทำงานของชุดเข่าและลูกสะบ้า ส่วนใหญ่มักอธิบายด้วยความรู้สึกว่า “หัวเข่ามันกึ๊ก” ถือเป็นหนึ่งในอาการเจ็บที่นักวิ่งชอบฝืนไปต่อเพราะคิดว่าไม่เป็นอันตราย
  6. น่อง อาการเจ็บบริเวณน่องถือเป็นอาการสามัญของนักวิ่งทุกคน โดยเกิดจากการที่กล้ามเนื้อบริเวณนี้ถูกใช้งานตลอดการวิ่งหรือเดิน มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของการสร้างสมดุลในการวิ่งและการทรงตัว ซึ่งการเจ็บมีสาเหตุเนื่องมาจากเฉพาะตัวบุคคล เพราะแต่ละคนจะมีการเคลื่อนไหวและการรับน้ำหนักที่ต่างกันไป
  7. ส้นเท้า เป็นหนึ่งจุดบาดเจ็บที่เริ่มถูกพูดถึงกันอย่างหนาหูโดยเรียกว่า “อาการรองช้ำ” ซึ่งโดยมากเกิดจากการวิ่งแล้วลงน้ำหนักไปที่ส้นเท้าเป็นหลัก อาการบาดเจ็บตรงนี้จะแสดงออกด้วยการรู้สึกเจ็บแปลบเวลาเดินหรือลุกยืน

อาการบาดเจ็บเหล่านี้โดยส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมในการวิ่ง เช่น การไม่วอร์มร่างกายให้พร้อมก่อนการวิ่งและไม่คลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งเสร็จ, การไม่ประมาณตนเองในการวิ่ง โดยจู่ๆ ก็ไปหักโหมวิ่งระยะทางไกลๆ หรือวิ่งในแบบที่ยากกว่าปกติอย่างการวิ่งเทรลหรือวิ่งบนทราย หรือวิ่งเป็นเวลานานหรือระยะทางไกลโดยขาดการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องกับลักษณะท่าทางในการวิ่ง เช่น การลงน้ำหนักของฝ่าเท้าที่ผิด การเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาไม่รับกับรูปฝ่าเท้า

เมื่อเกิดบาดเจ็บแล้วนักวิ่งบางคนก็ใส่ใจในการค้นหาที่มาของอาการบาดเจ็บ ทำการรักษาและหาทางแก้ไข แต่มีนักวิ่งอีกจำนวนมากที่ละเลยการบาดเจ็บ โดยคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยและจะหายไปเองหากออกมาวิ่งอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือการเปิดโอกาสให้การบาดเจ็บกลายเป็นปัญหาในระยะยาวได้ ดังนั้นเมื่อรู้สึกเจ็บจากการวิ่ง สิ่งสำคัญคือรีบหาคำตอบว่าทำไมบาดเจ็บและรีบรักษาทันทีจึงจะถูกต้อง

post

ใหม่-สด-หมาด ๆ กลีเซอรีน 17 จากบรู๊ค

สาว ๆ ขาวิ่งจำนวนไม่น้อยอดที่จะห่อปากร้องอู้วให้กับกลีเซอรีน 16 ซีรี่ย์ กลีเซอรีนจากค่ายบรู๊คไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่รองเท้าสายวิ่ง แต่ยังเป็นผ้าใบคู่เก่งที่สามารถใส่ได้ทุกวัน แต่ถ้าได้สัมผัสกับกลีเซอรีน 17 คาดว่าจะยิ่งติดใจหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“มันให้ความรู้สึกอย่างกับเดินเหยียบหมอน” คำกล่าวของเทสเตอร์รายหนึ่งบรรยายถึงกลีเซอรีน 17 ไว้สั้น ๆ แต่เห็นภาพ เนื่องจากมันใช้มิดโซลแบบพิเศษของ Brooks DNA ที่ช่วยรองรับแรงกระแทก รองรับการลงน้ำหนักและรองรับสภาพผิวทางวิ่งที่หลากหลายแบบครอบคลุมไปหมด ซึ่งบรู๊คเคยอ้างอิงว่าร้องเท้ารุ่นอื่น ๆ ก็จะผลิตออกมารองรับผู้ใช้แบบเดียวตามรุ่นที่ผลิต แต่โฟม DNA ของบรู๊คจะตอบสนองต่อขนาดของแรงกระแทกในระดับที่ละเอียดอ่อนกว่า

บรู๊ค กลีเซอรีน 17 ได้เปลี่ยนอินโซลของรุ่นนี้เป็นออโธไลต์ที่มีอายุงานยาวนานกว่าแม้ว่าว่าจะใช้งานมากมันจะยังคงนุ่นเหมือนใหม่ และที่สำคัญมันถูกออกแบบให้คืนแรงในระหว่างวิ่งมากถึง 2 เท่าทำให้สามารถวิ่งได้ไกลขึ้นสำหรับสาว ๆ แม้แต่ในส่วนของขอบรองเท้าก็ถูกเพิ่มด้วยวัสดุหนาพิเศษที่นุ่มนิ่มและไม่เสียดสีข้อเท้าในเวลาวิ่ง

การออกแบบในเรื่องการรับแรงกระแทก บรู๊ค กลีเซอรีน 17 มีส้นรองเท้าที่ใช้เทคโนโลยี DNA Loft หนากว่ารุ่นก่อนหน้า แถมด้วยการเสริมวัสดุนิ่มพิเศษอย่าง BioMogo DMA เข้าไปตลอดความยาวรองเท้าทำให้มันนุ่นนิ่มมากขึ้น และการซอยปุ่มรับแรงกระแทกบนพื้นรองเท้าทำให้มันดูดซับแรงกระแทกได้ดี โดยเฉพาะการวิ่งลงไปบนพื้นผิวที่ไม่เรียบเสมอกันอย่างเช่นถนนกรวดหรือถนนปูหิน ที่สำคัญแม้แต่ในการวิ่งบนถนนเปียก ลื่นหรือจับน้ำแข็งก็ยังสามารถยึดเกาะได้ดีในระหว่างที่วิ่งอยู่ด้วย

ตัวอัปเปอร์ยังคงใช้เทคโนโลยีผ้าถักแบบตาข่าย โดยครั้งนี้มันมาในระบบสองชั้นแต่ยังสามารถถ่ายเทอากาศและความร้อนในระหว่างวิ่งได้ดี ทำให้มันมีความทนทานมากขึ้น และด้วยคุณสมบัติในการถ่ายเทอากาศที่ดีทำให้การวิ่งในวันที่อากาศร้อนกว่าปกติไม่สร้างความทรมานให้กับเท้ามากนัก

รูปลักษณ์ของกลีเซอรีน 17 ยังใกล้เคียงกับรุ่น 16 แต่การออกแบบมีลูกเล่นมากกว่าเล็กน้อย ในขณะที่รุ่น 16 ดูจะเรียบง่ายด้วยสไตล์สองสีนอกใน แต่รุ่น 17 จะเล่นกับการไล่ระดับสีและลวดลายตกแต่งผิวจากแบบตาข่ายหกเหลี่ยมจากพลาสติกโพลียูรีเทนที่ทำให้มันดูสะดุดตามากกว่า ซึ่งต้องบอกว่ามันดูดีกว่ารองเท้ากลีเซอรีนตั้งแต่รุ่น 15 ลงไปที่ถูกล้อเลียนว่าเป็นรถถัง

บรู๊ค กลีเซอรีน 17 เปิดโฉมหน้าให้เห็นไปเมื่อปลายเดือนที่แล้วในงานแสดงที่อเมริกา แต่จะวางจำหน่ายจริงต้องรอจนถึงเดือนมีนาคม และถูกคาดหมายว่าจะเป็นหนึ่งในรองเท้าวิ่งมาแรงสำหรับสาว ๆ ในปีนี้เสียด้วย

post

9 ข้อนักวิ่งหน้าใหม่ควรทำหากจะเริ่มวิ่ง

“ปีนี้ฉันจะเริ่มต้นวิ่งเป็นประจำ” หลายคนอาจจะบอกตัวเองอย่างนี้หรือตั้งเป้าหมายแบบนี้สำหรับปี 2019 ที่เพิ่งมาถึง และนี่คือ 9 คำแนะนำสำหรับนักวิ่งหน้าใหม่

1. หารองเท้าที่เหมาะสำหรับวิ่ง

ในการวิ่งนั้นนักวิ่งต้องมีรองเท้าที่ตอบสนองต่อลักษณะการวิ่ง ซึ่งพิจารณาควบคู่กันระหว่างลักษณะของรูปเท้าและลักษณะของการลงเท้า เพราะแต่ละคนมีความแตกต่างในทั้งสองเรื่อง บางคนเท้าแบน บางคนอุ้งเท้าสูง บางคนปลายเท้ากว้าง เช่นกันกับที่บางคนเดินลงน้ำหนักที่ส้นเท้าและบางคนเดินลงน้ำหนักบนฝ่าเท้า

2. วอร์มรองเท้าใหม่

เมื่อได้รองเท้าใหม่มา นักวิ่งควรสวมใส่เป็นเวลานาน ๆ สัก 3-5 วันก่อนใช้งานในการวิ่งจริง การสวมใส่ในชีวิตประจำวันจะช่วยปรับสภาพเท้าให้เคยชินกับรองเท้าใหม่ และช่วยปรับรูปของรองเท้าให้พร้อมในการใช้งานวิ่งระยะเวลานาน ๆ

3. กำหนดตารางวิ่ง

ในเบื้องต้นไม่ควรฝืนทำการวิ่งหักโหมหรือมากเกินไป เนื่องจากร่างกายที่ยังปรับสภาพต่อการออกกำลังกายไม่ได้จะส่งผลเสีย ให้เริ่มต้นวิ่งเป็นระยะเวลาไม่นานนัก จากนั้นเพิ่มขึ้นราว 10% ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป วิธีการนี้จะทำให้ร่ายกายรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า

4. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

การยืดร่างกายก่อนการวิ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ในส่วนนี้ท่ายืดที่ถูกต้องสำคัญกว่าจำนวนครั้งในการวอร์มร่างกายแต่ละเซต นักกีฬาส่วนใหญ่จะได้รับการแนะนำว่าไม่ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อท่าใดท่าหนึ่งค้างไว้นานเกิน 15 วินาทีเพราะมันกลายเป็นการสร้างความเครียดให้กล้ามเนื้อแทน ให้นึกว่ากล้ามเนื้อเหมือนยางยืดแช่แข็ง การทำให้ยางยืดตัวดีคือการค่อย ๆ นวดคลายไม่ใช่การออกแรงดึงหนัก ๆ

5. กำหนดแผนที่ในการวิ่ง

นักวิ่งหลายคนเลือกเส้นทางที่วิ่งเริ่มต้นจากที่บ้าน และหลายคนเริ่มต้นวิ่งที่สวนสาธารณะ พวกเขาจำเป็นต้องศึกษาเส้นทางเพื่อให้รู้ว่าเส้นทางที่ไปนั้นมีทางราบ ทางเนิน หรือผิวถนนเป็นอย่างไร ปริมาณรถหรือสัตว์เลี้ยงของเพื่อนบ้าน ซึ่งช่วยให้นักวิ่งรู้ตัวล่วงหน้าและป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดโดยไม่รู้ตัว

6. เลือกความเร็วที่เหมาะสม

การวิ่งต้องเลือกระดับความเร็วในการวิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง ระดับที่เหมาะคือระดับที่สามารถวิ่งไปและคุยไปด้วยได้โดยไม่หอบหนัก ๆ หรือหายใจไม่ทัน ที่สำคัญการเลือกระดับความเร็วในการวิ่งสูงไปจะทำให้เสี่ยงต่อการเจ็บ และมีผลให้หมดแรงจูงใจง่ายขึ้น

7. ค่อย ๆ ลดอัตราเต้นของหัวใจ

การวิ่งจนเหนื่อยมากไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง นักวิ่งต้องวิ่งในระดับที่พอหยุดวิ่งแล้วไม่รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงจนเกินไป การที่อัตราการเต้นของหัวใจสามารถลดระดับกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้เร็วช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ตกอยู่ในสภาพอันตราย และหัวใจไม่ทำงานหนักเกินไป

8. ยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งเสมอ

การคลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งสำคัญพอ ๆ กับก่อนวิ่ง โดยหลักการทั่วไปแล้วอะไรที่เคยทำก่อนวิ่งก็สามารถทำได้หลังการวิ่ง

9. ดื่มน้ำให้มากพอ

จดจำว่าการสูญเสียน้ำมากเกินไประหว่างการวิ่งมีผลกระทบมากกว่าที่คิด ดังนั้นการดื่มน้ำที่มากพอจะช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกายให้ไม่ลดต่ำมากจนเกิดอันตรายได้

post

สวิทเซอร์ ผู้เปลี่ยนแปลงบอสตันมาราธอนสู่ความเท่าเทียม

บอสตัน มาราธอน หนึ่งในหกมาราธอนใหญ่ของโลก ได้ก่อให้เกิดตำนานนักวิ่งหญิงขึ้นมาหลายคน แต่คนที่ต้องถูกจดจำมากที่สุดเพราะเป็นผู้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ต้องเป็น “แคทรีน สวิทเซอร์”

ย้อนไปในวันที่ 5 มกราคม 1947 หนูน้อยแคธี่ถือกำเนิดขึ้นในเมืองอัมเบิร์ก เยอรมนี ที่ซึ่งพ่อแม่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ให้กองทัพสหรัฐประจำฐานทัพที่ยุโรป สองปีต่อมาจึงได้เดินทางกลับมายังอเมริกา ใช้ชีวิตตามลำดับจนเข้าเรียนที่ซีราคิวส์ ยูนิเวอร์ซิตี้ในปี 1967 ซึ่งขณะนั้นบอสตัน มาราธอนเป็นการแข่งขันมาราธอนที่ฝ่ายจัดยังไม่อนุญาตให้นักวิ่งหญิงลงทำการแข่งขัน

หนึ่งปีก่อนหน้านั้น บอสตัน มาราธอนมีนักวิ่งหญิงแอบลงทำการวิ่งท่ามกลางหมู่นักกีฬาชาย เธอชื่อบ็อบบี้ กิ๊บบ์ แต่ในปี 1967 สวิทเซอร์ลงทำการแข่งขันแบบมีบิบหมายเลขติดบนตัว บิบหมายเลข 261 เกิดจากการสมัครลงวิ่งในสังกัดซีราคิวส์ แฮร์เรียส แอทเลติก คลับ หรือชมรมนักกีฬาของสถาบันที่สวิทเซอร์เรียนอยู่ในขณะนั้น การกรอกใบสมัครของเธอระบุว่าเพศเป็นกลางโดยใช้ชื่อย่อว่า K.V. Switzer นอกจากจะผ่านขั้นตอนการตรวจใบสมัครแล้ว ในการตรวจตราของวันงานที่เกิดกว่าการดูแลทั่วถึงทำให้สวิทเซอร์หลุดรอดสายตาฝ่ายจัดการแข่งขันจนกระทั่งเธอเริ่มออกวิ่ง

จ็อค เซมเปิ้ล ช่างภาพของฝ่ายจัดการแข่งขันเป็นคนที่สังเกตเห็นเธอ  เขาพยายามพุ่งตัวเข้าไปคว้าแคทรีนเพื่อจะเอาบิบออกจากตัวเธอให้ได้ ในขณะที่ปากก็ตะโกนว่า “เอานังปิศาจนั้นออกไปจากการแข่งขันของฉัน แล้วเอาเบอร์นั่นมาเดี๋ยวนี้” แต่ทอม มิลเล่อร์ นักอเมริกันฟุตบอลและนักขว้างค้อนที่ลงวิ่งมาข้างแฟนสาวของตัวเองคว้าตัวเซมเปิ้ลแล้วเหวี่ยงไปบนฟุตบาทได้

แคทรีน สวิทเซอร์วิ่งจนจบการแข่งขันของบอสตัน มาราธอนด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 7 นาที 29 วินาที เป็นลำดับที่ 59 จากทั้งหมด และมันทำให้สมาคมนักกีฬาสมัครเล่นของอเมริกาและสมาคมนักกีฬาของบอสตันไม่พอใจ พวกเขาสั่งห้ามผู้หญิงลงแข่งขันมาราธอนทุกรายการร่วมกับนักวิ่งชาย

“ผู้หญิงจะมาวิ่งในมาราธอนไม่ได้เพราะกฏมันห้ามไว้ ถ้าไม่มีกฏสังคมมันต้องวุ่นวายแน่ ผมไม่ได้ออกกฏแต่ผมพยายามรักษามัน เราไม่มีที่ว่างในมาราธอนสำหรับคนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้วิ่ง ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกสาวผม ผมจะฟาดเข้าให้” วิล โคลนี่ย์ ผู้อำนวยการของบอสตัน มาราธอนในตอนนั้นกล่าวถึงเรื่องนี้

เมื่อเป็นเช่นนั้น การรณรงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่เท่าเทียมกันโดยสวิทเซอร์และนักวิ่งหญิงคนอื่นก็เริ่มขึ้น จนกระทั่ง 5 ปีต่อมา การแข่งขันบอสตัน มาราธอนก็ดำเนินการแก้ไขกฏให้นักกีฬาหญิงสามารถลงแข่งขันบอสตัน มาราธอนได้อย่างเป็นทางการ

“ฉันรู้ว่าถ้าฉันโดยเอาออกจากการแข่ง จะไม่มีใครเชื่อว่าผู้หญิงวิ่ง 26 ไมล์กว่าได้ ถ้าฉันออก ทุกคนจะพูดว่าก็แค่มาวิ่งโชว์ตัว ถ้าฉันเลิกวิ่ง โลกของนักกีฬาผู้หญิงจะดันถอยหลังแทนที่จะพุ่งไปข้างหน้า ถ้าเลิกฉันจะไม่มีโอกาสวิ่งบอสตันอีก จ็อค เซมเปิ้ลและคนแบบเขาก็จะชนะ ความกลัวและความอัปยศนั้นกลายเป็นพลังความโกรธของฉัน” แคทรีนเล่าถึงสิ่งที่เธอคิดในวันนั้น

ห้าสิบเอ็ดปีต่อมาที่บอสตัน มาราธอน จำนวนผู้สมัครวิ่งหญิงมีถึง 13,000 คน เทียบกับวันที่เธอเป็นนักวิ่งหญิงเพียงคนเดียวมันต่างกันราวฟ้ากับเหว

แคทรีน สวิทเซอร์ได้รับยกย่องจากนิตยสารรันเนอร์ เวิร์ลด์ให้เป็นนักวิ่งหญิงแห่งทศวรรษ (1967-1977) ในปี 2013 ที่เธอกลับไปเข้าร่วมงานวิ่งที่บอสตัน มาราธอน เธอเล่าแบบติดตลกว่าไหล่ของเธอเปียกไปหมดเพราะผู้หญิงมากมายที่เข้ามากอดและร้องไห้ด้วยความยินดี สิ่งที่แคทรีนทำได้เปลี่ยนโลกของผู้หญิง พวกเธอทำให้โลกเห็นว่าทำอะไรได้บ้าง รวมไปถึงสิ่งที่ยากอย่างการวิ่งมาราธอน