post

5 วิธีจูงใจตัวเองให้อยากออกวิ่งในทุก ๆ วัน

การออกกำลังกายเป็นสิ่งดีดีที่ควรทำใคร ๆ ก็ทราบกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่รองเท้าวิ่งคู่เดียวก็สามารถช่วยให้เราท่านสามารถที่จะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกันได้แล้ว แต่เรื่องแบบนี้สำหรับคนที่มีวินัยก็อาจจะดูเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดายกับการแค่หยิบรองเท้าแล้วออกวิ่ง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด วันนี้เราจึงนำเอา 5 วิธีจูงใจตัวเองให้อยากออกวิ่งในทุก ๆ วันมาฝากกัน

1.จูงใจตัวเองด้วยรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ รองเท้าวิ่งสวย ๆ ใส่สบายสักคู่ดูจะเป็นอะไรที่สามารถใช้เป็นตัวช่วยให้ทุกคนอยากออกวิ่งในทุกวันได้เป็นอย่างดี ยิ่งรองเท้านั้นมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วย Support เท้าของผู้วิ่งด้วยแล้วยิ่งน่าสนใจไม่น้อย

2.วิ่งคนเดียวถ้ายากนักก็หาเพื่อนมาช่วยกันวิ่ง เป็นธรรมดาที่การทำอะไรก็ตามหากทำคนเดียวก็อาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายกันได้ง่าย ๆ แต่หากมีเพื่อนมาร่วมทำด้วยกันก็คงจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่น้อยทีเดียว Hashtag การวิ่งก็เช่นกัน เพราะการได้ออกไปวิ่งกับใครซักคนไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แฟน หรือคนในครอบครัวนอกจากจะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีอีกวิธีหนึ่งด้วย

3.เป้าหมายมีไว้พุ่งชน แน่นอนว่าเป้าหมายสูงสุดของการออกไปวิ่งให้ได้ทุกวันก็คือการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง แต่ก็เป็นธรรมดาอีกเช่นกันที่เป้าหมายระยะยาวเช่นนั้นจะไม่ค่อยดึงดูดใจคนที่ไม่ค่อยมีวินัยเท่าที่ควรนัก ดังนั้นการหาเป้าหมายระยะสั้นอย่างเช่นการเข้าแข่งขันรายการวิ่งซักหนึ่งรายการก็ดูจะเป็นวิธีจูงใจที่ดีอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็มีนักวิ่งมืออาชีพหลายคนเช่นกันที่มีจุดเริ่มต้นมาจากแค่อยากลองวิ่งให้จบซักหนึ่งรายการ แต่พอได้ลิ้มลองรสชาติของความสำเร็จที่เส้นชัยและเหรียญรางวัลก็อดที่จะติดใจความรู้สึกนั้นจนพัฒนามาเป็นกิจวัตรประจำวันที่จะต้องซ้อมวิ่งในทุก ๆ วันไม่ได้

4.การวัดผลช่วยได้จริง อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าในปัจจุบันจะมีแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่นักวิ่งสามารถใช้เพื่อเก็บสถิติการวิ่งต่าง ๆ ในแต่ละครั้งเอาไว้ได้ ข้อดีของแอปพลิเคชันเหล่านี้ก็คือทำให้เราสามารถเห็นถึงพัฒนาการในการวิ่งของตนเองได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการเก็บบันทึกไว้เป็นไดอารี่การวิ่งส่วนตัวได้อีกด้วย

5.ใช้สังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นหากเราต้องการแรงขับเคลื่อนบางอย่างเช่นการออกวิ่งให้ได้ทุกวันนั้น บางครั้งการประกาศความตั้งใจลงโซเชียลมีเดียก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้เราสามารถทำอย่างที่ตั้งใจได้ เพราะการมีสายตาสังคมจับจ้องจะทำให้เราอยากที่จะทำสิ่งที่ได้ประกาศไว้ให้สำเร็จเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 5 วิธีจูงใจตัวเองให้อยากออกกำลังกายด้วยการออกวิ่งในทุก ๆ วัน หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านทั้งหลายไม่มากก็น้อย

post

รู้หรือไม่ ประโยชน์อะไรบ้างที่คุณจะได้จากการวิ่ง

วิ่งหรือไม่วิ่ง วิ่งหรือไม่วิ่งดี? คำถามที่ใครหลายคนอาจจะเถียงกับตัวเองอยู่ในใจอยู่ในทุกวัน ๆ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะเอาชนะความขี้เกียจเพื่อออกไปวิ่งดี หรือว่าจะพ่ายแพ้ให้กับความขี้เกียจของตัวเองกันแน่ บทความนี้จะนำเอาประโยชน์ที่คุณจะได้จากการออกวิ่งมาฝากกัน เผื่อว่าครั้งหน้าหากคุณเกิดลังเลอีกว่าจะวิ่งหรือไม่วิ่งดี จะได้มีตัวช่วยไว้ฮึบ ๆ ให้สามารถออกวิ่งเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของตัวเองได้ง่ายขึ้น ไปดูกันเลย..

1.สุขภาพที่แข็งแรงเริ่มต้นง่าย ๆ จากการวิ่ง หลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่าที่เขาว่ากันว่าวิ่งแล้วจะมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงนั้นมันเป็นอย่างไร ง่าย ๆ ก็คือการวิ่งอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป จะช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีและแข็งแรงมากขึ้น การทำงานของปอดดีขึ้น เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญไขมัน ช่วยลดปริมาณของคอเลสเตอรอลที่จะอุดตันในเส้นเลือดลงได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

2.เพิ่มความมั่นใจในตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยการวิ่ง สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง กล่าวคือมี self-esteem ต่ำ อาจจะใช้การวิ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองได้ เพราะในทุกครั้งที่ออกวิ่งและสามารถบรรลุเป้าหมายระยะทางหรือเวลาที่ใช้ในการวิ่งได้ จะช่วยทำให้ความเชื่อมั่น และความมั่นใจในตัวเองค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เพราะความรู้สึกเอาชนะใจตัวเอง และความสุขที่ได้จากการทำอะไรประสบความสำเร็จแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการวิ่งนี้เองที่จะช่วยให้ self-esteem ในตัวเรามีเพิ่มมากขึ้นได้นั่นเอง

3. ลดเครียดได้แค่ออกวิ่ง อย่างที่ทราบกันดีว่าหลังออกกำลังกายร่างกายจะหลั่งสารเคมีอย่าง Endorphins หรือที่รู้จักกันดีในชื่อสารแห่งความสุข ที่จะสามารถช่วยลดความตึงเครียดของร่างกายลงได้ ซึ่งอาการเครียดนั้นเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อีกทั้งความเครียดที่มีมากเกินไปก็อาจจะไปรบกวนการนอนของเราให้มีคุณภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทำให้ร่างกายไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่เพื่อฟื้นฟูซ่อมแซมร่างกายให้กลับมาแข็งแรงใช้งานได้ดีดังเดิมอีกด้วย

4. การวิ่งช่วยให้หุ่นดีได้ เชื่อหรือไม่ว่าการวิ่งเป็นออกกำลังกายที่นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานได้ดีอีกวิธีหนึ่งด้วย เมื่ออายุเพิ่มขึ้นหลายคนอาจจะประสบกับปัญหาที่ว่ารับประทานนิดเดียวก็อ้วนง่ายแล้ว เนื่องจากระบบเผาผลาญที่เคยทำงานได้ดีเริ่มเสื่อมลงนั่นเอง แต่การวิ่งจะช่วยให้ปัญหานี้ลดน้อยลงได้เป็นอย่างดี

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยชน์ของการวิ่งที่นำมาฝากกัน หลายเรื่องก็อาจจะเป็นที่ทราบกันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อยสำหรับหลาย ๆ คน แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยทราบมาก่อนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์และสามารถนำไปใช้เป็นแรงจูงใจในการวิ่งที่ดีได้ในครั้งต่อ ๆ ไป

post

3 รองเท้าวิ่งมาแรงแห่งปี 2020

ขึ้นชื่อว่ากีฬาวิ่ง สิ่งที่จะขาดไปเสียไม่ได้เลยก็คือรองเท้าวิ่ง เพราะรองเท้าวิ่งดีดีซักคู่จะช่วยให้ผู้สวมใส่มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าจะสามารถวิ่งออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย และแม้ว่าปี 2020 จะเป็นปีของโรคติดต่อร้ายแรงที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ตื่นตัวต่อความสำคัญของการมีสุขภาพที่แข็งแรง และส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลกอย่าง COVID-19 แต่บริษัทผู้ผลิตรองเท้าก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะคิดค้นและผลิตรองเท้าวิ่งที่ดีมีคุณภาพมาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อหากันอย่างไม่ย่อท้อ เราไปดูกันดีกว่าว่า 3 รองเท้าวิ่งมาแรงแห่งปี 2020 ประกอบด้วยรองเท้าแบรนด์ใด รุ่นใดกันบ้าง

1. Adidas Ultraboost 20 รองเท้าวิ่งจากค่ายดังอย่าง Adidas มาพร้อมกับเทคโนโลยี Tailored Fiber Placement (TFP) ที่ช่วยให้การสวมใส่รองเท้ามีความกระชับมากยิ่งขึ้น เพิ่มความมีประสิทธิภาพในการช่วย Support เท้าด้วยเกราะอีลาสเตนที่เสริมมาให้ช่วงบริเวณส้นรองเท้าเพื่อช่วยให้สามารถรับแรงกดลดแรงกระแทกส่วนเท้าได้เป็นอย่างดี มาพร้อมดีไซน์สวยเท่แนวสปอร์ตด้วยผ้าถัก Primeknit และสิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คงจะเป็นแผ่นสัญลักษณ์บนลิ้นของรองเท้าซึ่งเป็นของห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ประจำสถานีอวกาศนานาชาติ ของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีขึ้นรูปรองเท้าอย่าง Boost ซึ่งศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ ทำให้ได้รองเท้าที่มีคุณสมบัติแตกต่างและไม่เหมือนแบรนด์อื่นอย่างแน่นอน

2. Nike Zoom Pegasus Turbo 2 รองเท้าวิ่งจากค่าย Nike ที่โดดเด่นไม่แพ้ใครด้วยเทคโนโลยี ZoomX ที่สามารถช่วยส่งคืนพลังงานจากการวิ่งกลับมาได้ หรือเรียกว่าเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดปริมาณพลังงานที่ใช้ มีน้ำหนักเบา ช่วยในเรื่องของการดูดซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้พื้นรองเท้าบริเวณด้านนอกยังทำจากยางที่สามารถช่วยเรื่องการยึดเกาะได้ดีในทุกสภาพพื้นผิว และด้วยความที่อัปเปอร์ด้านบนใช้ผ้าตาข่ายยิ่งส่งผลให้รองเท้ามีน้ำหนักเบาเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งทำให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวกอีกด้วย ด้วยคุณสมบัติทั้งหลายที่กล่าวมาทำให้รองเท้าคู่นี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ใส่ได้ทั้งเดินทั่ว ๆ ไปในแต่ละวัน หรือใส่วิ่งทั้งระยะใกล้ ระยะไกล

3. BrooksGhost 12 รองเท้าวิ่งจากค่าย Brooks ที่ราคาไม่แรงแต่การันตีคุณภาพคับแก้วแน่นอน โดย BrooksGhost 12 เป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา และนุ่มเหมาะแก่การสวมใส่เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีนวัตกรรมที่เรียกว่าแผ่นโฟม DNA LOFT ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการกันกระแทก และให้ความรู้สึกว่ามีสปริงอยู่ใต้เท้าทำให้ทุกย่างก้าวได้รับความรู้สึกว่าพื้นเท้าเด้งตอบสนองการเคลื่อนไหวได้ดี พื้นรองเท้าชั้นกลาง BioMoGo DNA ที่ถูกคิดค้นใส่เข้ามาเพื่อเอาไว้สำหรับช่วยรองรับการกระแทก อีกทั้งพื้นเท้าชั้นนอกยังมีความทนทานสามารถมั่นใจได้ว่าไม่ลื่นล้มง่ายอย่างแน่นอนเนื่องจากมีพื้นรองเท้าที่ช่วยยึดเกาะติดพื้นได้ดีในทุกสภาพผิว นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี 3D Fit Print ที่การันตีได้ว่าการใส่รองเท้าวิ่งคู่นี้จะให้ความรู้สึกกระชับแต่ก็มีความยืดหยุ่นได้ในเวลาเดียวกัน

เรียกได้ว่าถึงแม้จะมีอุปสรรคอะไรก็ตาม แต่บริษัทผู้พัฒนารองเท้าวิ่งหลากหลายค่ายก็ไม่เคยคิดหยุดนิ่งเพื่อให้คู่แข่งแซงหน้าไปได้ ยังคงมุ่งพัฒนารองเท้าวิ่งดีดีมาให้ผู้ที่ชื่นชอบการวิ่งเลือกสวมใส่กันตามต้องการ และถ้าหากตอนนี้ใครยังไม่มีรองเท้าวิ่งเป็นของตัวเอง นี่อาจจะเป็นโอกาสในวิกฤตที่จะเริ่มต้นหันกลับมาดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายด้วยการวิ่งกันอีกสักครั้ง

post

คุณรู้จักนวัตกรรมและเทคโนโลยีในรองเท้าวิ่งเหล่านี้หรือไม่

ปัจจุบันโลกการค้ามีการแข่งขันกันระหว่างผู้ผลิตเพื่อชิงความเป็นหนึ่งในใจของลูกค้ากันค่อนข้างสูง และสิ่งที่จะทำให้ผู้ผลิตแต่ละเจ้าสามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ ก็คือการคิดค้นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้สินค้าที่ตนผลิตนั้นมีคุณภาพและเป็นที่ต้องการในตลาดมากกว่าสินค้าของคู่แข่ง ดังคำกล่าวที่สตีฟ จอบส์ เคยพูดเอาไว้เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ว่าสิ่งที่จะทำให้สามารถแยกระหว่างผู้นำกับผู้ตามในโลกของธุรกิจได้ก็คือนวัตกรรมนั่นเอง

ซึ่งธุรกิจการผลิตรองเท้าวิ่งก็หนีไม่พ้นกลไกการตลาดนี้ และสำหรับเหล่านักวิ่งทั้งหลายที่จะยังไงเสียก็จำเป็นจะต้องซื้อรองเท้าวิ่งไว้ติดบ้านกันอยู่แล้ว คงจะดีไม่น้อยหากเรามีความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ถูกคิดค้นและใส่เข้ามาในรองเท้าวิ่งแต่ละแบรนด์ เพื่อที่เราจะได้มีความรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับคุณสมบัติของรองเท้าแต่ละรุ่น เพื่อให้สามารถเลือกซื้อรองเท้าวิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองได้อย่างแท้จริง

นวัตกรรม เน็กซ์ เปอร์เซ็นต์ (NEXT% System)

หนึ่งในนวัตกรรมรองเท้าวิ่งของ Nike ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายว่าสามารถช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถที่จะวิ่งได้เร็วขึ้น โดยนวัตกรรมนี้ประกอบไปด้วย 3 ส่วนประกอบที่สำคัญซึ่งทำงานประสานกันส่งผลให้รองเท้าวิ่งที่ใช้นวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่

  • แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณพื้นรองเท้าที่จะช่วยให้ความรู้สึกราบลื่นขณะเคลื่อนไหวเท้า อีกทั้งทำให้เกิดความสมดุลขณะออกวิ่งช่วยให้สามารถพุ่งทะยานออกไปได้อย่างรวดเร็วและมีความมั่นใจ
  • โครงสร้างโฟมซูมเอ็กซ์ ที่สามารถช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากการวิ่งได้เป็นอย่างดี เพราะมีการส่งคืนพลังงานกลับคือให้แก่ผู้สวมใส่นั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยให้รองเท้ามีน้ำหนักเบาง่ายต่อการสวมใส่มากยิ่งขึ้น
  • โครงสร้างไนกี้ซูมแอร์ เทคโนโลยีรองรับแรงที่เกิดจากการกระแทก ทำให้ช่วยไปเพิ่มในส่วนของการส่งคืนพลังงานกลับคืนไปยังผู้สวมใส่

นวัตกรรมบูสต์ (BOOST)

นวัตกรรมรองเท้าวิ่งของ Adidas ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นนวัตกรรมที่สำคัญซึ่งช่วยให้รองเท้าวิ่งในแต่ละรุ่นของ Adidas มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และเป็นนวัตกรรมแรก ๆ ที่ปฏิวัติวงการผลิตรองเท้าวิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยนวัตกรรมบูสต์ คือ การพัฒนานวัตกรรมแคปซูลพลังงานบริเวณพื้นรองเท้าส่วนกลาง ที่มีความสามารถในการช่วยคืนพลังงานที่เก็บไว้ให้แก่ผู้สวมใส่ เป็นการช่วยลดการสูญเสียพลังงาน ว่ากันว่านวัตกรรมนี้ทำให้เกิดความยืดหยุ่นสูง และสามารถเก็บและคืนพลังงานกลับให้แก่ผู้ที่สวมใส่ได้มากถึง 85%  ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกถึงความนุ่มสบายของรองเท้า และเมื่อใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Tailored Fiber Placement (TFP) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการตัดเย็บและจัดวางโครงสร้างเส้นใยรองเท้าที่มีความถูกต้องแม่นยำในระดับมิลลิเมตรด้วยวัสดุไพรม์นิตด้วยแล้ว ยิ่งช่วยให้รองเท้ามีประสิทธิภาพสูงและมีน้ำหนักค่อนข้างเบา ง่ายต่อการสวมใส่เป็นอย่างยิ่ง ได้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้วิ่งกับรองเท้าอย่างดีเยี่ยม

เป็นอย่างไรกันบ้างกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่ได้นำมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านกัน จะเห็นได้ว่าอย่างไรเสียนวัตกรรมก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้สินค้ามีคุณภาพและมีประสิทธิภาพได้ดีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการทำความรู้จักกับนวัตกรรมเหล่านี้เอาไว้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นสำหรับนักวิ่งมือใหม่มือเก่าอยู่ไม่น้อย

post

มาราธอนดีอย่างไรในความคิดของนิ้วกลม

หากเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามของ เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ใครหลายคนอาจจะยังนึกไม่ออกว่าเขาคนนี้เป็นใคร แต่หากเอ่ยนามปากกาของเขาที่มีชื่อว่า “ นิ้วกลม” เชื่อแน่ว่านักอ่านตัวยงทั้งหลายจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี หรือกระทั่งคนที่ชอบวิ่งและอยู่ในวงการวิ่งประเภทมาราธอนก็อาจจะรู้จักดีเช่นเดียวกันก็เป็นได้ เพราะนอกจากนิ้วกลมจะเป็นนักเขียนชื่อดังขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังเป็นไอดอลในเรื่องของการวิ่งมาราธอนอีกด้วย โดยนิ้วกลมเกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2521 เป็นบุตรคนเล็กจากบรรดาพี่น้องสามคนในครอบครัวของเขา

นิ้วกลมเป็นนามปากกาที่เขาได้มาอย่างบังเอิญเมื่อครั้งเป็นนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลังจากที่เรียนจบไม่นาน นิ้วกลมก็โลดแล่นอยู่ในสาขาอาชีพต่าง ๆ มากมาย อาทิ งานครีเอทีฟโฆษณา งานผู้กำกับโฆษณา งานนักเขียน งานพิธีกร โดยผลงานแรก ๆ ที่สร้างชื่อให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างในวงการนักเขียนก็คือ “โตเกียวไม่มีขา” และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของนักเขียนหนุ่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลาย ๆ คนในเวลาต่อมา

ว่ากันด้วยเรื่องหนังสือ Homo Finishers : สายพันธุ์เข้าเส้นชัย

อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วในตอนต้นว่านิ้วกลมนั้นหลงใหลการวิ่งมาราธอนเป็นชีวิตจิตใจ แต่ใครจะรู้ว่าก่อนที่เขาจะหันมาสนใจกีฬาวิ่งประเภทนี้นั้น นิ้วกลมเป็นคนที่ไม่เคยแม้แต่จะชอบการวิ่งมาก่อน แล้วอะไรที่ทำให้เขาหันมาชื่นชอบการวิ่งมาราธอนจนถึงขั้นเขียนหนังสือที่มีความยาวถึง 456 หน้า โดยใช้ชื่อว่า “Homo Finishers : สายพันธุ์เข้าเส้นชัย” ได้นั้น คงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ต่างหาก

Homo Finishers : สายพันธุ์เข้าเส้นชัย เป็นหนังสือที่ว่าด้วยการเล่าเรื่องราวของขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การหัดวิ่งเพื่อไปมาราธอน ตลอดจนกระทั่งวิ่งเข้าเส้นชัย ความรู้สึกระหว่างทางทั้งก่อนและหลังเข้าเส้นชัย สิ่งที่ได้จากการวิ่งมาราธอนคืออะไร ซึ่งมากกว่าแนวทางในการฝึกซ้อม คือข้อคิดที่ได้จากตัวอักษรของนิ้วกลม ที่ไม่เพียงใช้ได้กับการซ้อมวิ่งเพื่อไปมาราธอนเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตได้อีกด้วย

โดยนิ้วกลมกล่าวว่ามาราธอนช่วยทำให้คุณสมบัติหรือนิสัยที่เราทุกคนรู้ว่าดีนั้นเกิดขึ้นได้จริงกับตัวเราผ่านการปฏิบัติ ผ่านการลงมือทำในทุก ๆ วัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยการซ้อมวิ่ง เป้าหมายต่าง ๆ ที่ถูกตั้งขึ้นในแต่ละวันของการฝึกซ้อม ความมีวินัย ความอดทน การกัดไม่ปล่อย ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ดีที่ได้จากการซ้อมวิ่งมาราธอน ซึ่งในทางทฤษฎีเราทุกคนรู้ดีว่าคุณสมบัติเหล่านี้ก็สำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในชีวิตในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่นเดียวกัน

เขากล่าวว่า “ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรยากแค่ไหน ก็แค่เดินหน้าไปเรื่อย ๆ” เฉกเช่นเดียวกันกับการวิ่งมาราธอนที่ต่อให้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่หากเราไม่หยุดเดิน ไม่นานเราก็จะถึงเส้นชัยในไม่ช้า

สำหรับใครก็ตามที่กำลังหาแรงบันดาลใจในการที่จะจบมาราธอนของตัวเองให้ได้ซักครั้งในชีวิต เชื่อแน่ว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวทางที่ดีให้กับท่านได้ แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าทฤษฎีจะว่าอย่างไร ไม่ว่าประสบการณ์ของคนอื่นจะน่าตื่นเต้นเพียงใด แต่นั่นก็คงไม่มากไปกว่าประสบการณ์ตรงของตัวเราเอง ไม่แน่ว่าหากจบมาราธอนได้สักหนึ่งครั้ง ชีวิตคุณอาจจะเปลี่ยนไปตลอดกาลเลยก็ได้ใครจะรู้

post

รู้จักกับ “บอสตัน มาราธอน” รายการวิ่งที่ต้องถูกยกเลิกในรอบ 124 ปี เพราะผลกระทบจากโควิด-19

เชื่อเหลือเกินว่าปี ค.ศ.2020 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้อย่างไม่ลืมเลือนว่าเป็นปีที่มนุษยชาติได้ถูกทดสอบอีกครั้งจากธรรมชาติ ด้วยการก่อกำเนิดขึ้นของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) จากประเทศจีน ซึ่งสามารถติดต่อผ่านกันได้จากคนสู่คน ก่อให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อลุกลามใหญ่โตไปทั่วโลก ส่งผลให้ต้องมีการปิดประเทศ ปิดการเดินทางเข้าออกระหว่างแต่ละประเทศทั่วโลก และส่งให้ผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก เนื่องจากปัจจุบันในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2020 ยังไม่มีประเทศใดออกมายืนยันว่าสามารถคิดค้นวัคซีนหรือยาที่ใช้รักษาโรคนี้ได้ ทำให้ปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า New Normal ที่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ต้องใส่ Mask ต้องล้างมือให้สะอาดอาจจะยังคงต้องดำเนินต่อไปอีกเป็นระยะเวลาหนึ่ง

เรียกได้ว่าวิกฤตการณ์นี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลกในทุก ๆ วงการ ไม่เว้นแม้แต่วงการกีฬา อย่างการจัดงาน บอสตัน มาราธอน (Boston Marathon) หนึ่งในงานมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็น 1 ใน 6 งานวิ่งมาราธอนที่คนชอบวิ่งอยากไปเข้าร่วมด้วยมากที่สุด ซึ่งอีก 5 เมืองที่ใช้ในการจัดงานวิ่งมาราธอนดังกล่าว ประกอบด้วย โตเกียว (เดือนกุมภาพันธ์) นิวยอร์ค (พฤศจิกายน) ชิคาโก (ตุลาคม) เบอร์ลิน (กันยายน) และลอนดอน (เมษายน)

ทำความรู้จักกับบอสตัน มาราธอน

รายการแข่งขันวิ่งมาราธอนชื่อดังอย่าง บอสตัน มาราธอน จะถูกจัดขึ้นทุกปีในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปกติแล้วจะจัดขึ้นทุกวันจันทร์ที่ 3 ของเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับวัน Patriots (วันผู้รักชาติ) รายการนี้เป็นรายการวิ่งมาราธอนที่ถือได้ว่าเก่าแก่และดีที่สุดงานหนึ่งของโลก โดยงานวิ่งมาราธอนนี้ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1897 เส้นทางการวิ่งคือเส้นทางพื้นราบสลับเนินเขาตั้งแต่แถบตะวันออกของรัฐแมสซาชูเซตทอดยาวไปจนถึงเมืองบอสตันเป็นระยะทางกว่า 8 กิโลเมตร

ซึ่งนักวิ่งที่จะสามารถเข้าร่วมรายการแข่งขันนี้ได้จะต้องลงแข่งขันรายการอื่นที่ได้รับการรับรองและผ่านการคัดเลือกมาก่อน โดยทำเวลาได้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วเท่านั้น เงินรางวัลสำหรับผู้ชนะไม่ว่าจะเป็นประเภทชายหรือหญิงจะอยู่ที่ประมาณ 150,000 เหรียญสหรัฐ โดยในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 27,000 คน

แน่นอนว่าในสถานการณ์ที่โควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่รายการแข่งขันนี้จะถูกจัดขึ้น ดังนั้นผู้จัดงานจึงได้ประกาศยกเลิกการจัดการแข่งขันวิ่ง บอสตัน มาราธอน แม้ว่าจะเคยมีความพยายามในการจัดงานโดยการเลื่อนการแข่งขันออกไปเป็นวันที่ 14 กันยายนแล้วก็ตาม แต่การแพร่ระบาดก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นี่จึงถือเป็นครั้งแรกในรอบ 124 ปี ที่รายการแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับตำนานนี้ไม่ถูกจัดขึ้น

อย่างไรก็ตามเชื่อเหลือเกินว่าในอนาคตหากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หยุดลง หรือมีนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์จากประเทศใดประเทศหนึ่งทั่วโลกสามารถคิดค้นยารักษา หรือวัคซีนสำหรับใช้จัดการกับเจ้าไวรัสชนิดนี้ลงได้ เมื่อนั้นก็คงไม่สายที่จะกลับมาจัดการแข่งขันกีฬาวิ่งมาราธอนรายการดีดีนี้อีกครั้ง เพราะจะอย่างไรเสียมนุษยชาติก็คงจะยังไม่หยุดวิ่งเป็นแน่แท้

post

ฟังก์ชันนาฬิกาสำหรับนักกีฬาวิ่งสุดเจ๋งที่กำลังเป็นที่นิยม

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่กำลังได้รับความนิยมนอกเหนือไปจากอุปกรณ์พื้นฐานในแต่ละชนิดกีฬาโดยทั่วไปแล้ว ก็คือนาฬิกาออกกำลังกายนั่นเอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นาฬิกาออกกำลังกายที่ผลิตมาในท้องตลาดรุ่นใหม่ ๆ นั้นมีฟังก์ชันการใช้งานที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬาวิ่งที่ต้องอาศัยสมาธิในการออกกำลังกาย อาศัยความมีวินัย พลังกายพลังใจในการที่จะออกวิ่งในแต่ละย่างก้าวด้วยแล้ว คงจะดีไม่น้อยหากจะมีนาฬิกาออกกำลังกายที่มีฟังก์ชันการใช้งานเจ๋ง ๆ ติดข้อมือไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาระหว่างทาง และมีไว้คอยเก็บสถิติการวิ่งต่าง ๆ เพื่อใช้ในการประเมินศักยภาพตนเอง และใช้เพื่อการพัฒนาความสามารถทางด้านการวิ่งในอนาคต

ฟังก์ชันสำคัญของนาฬิกาออกกำลังกายมีอะไรบ้างไปดู

นอกจากรูปลักษณ์ที่ต้องดูทันสมัย กระชับกับข้อมือเวลาใส่ขณะออกกำลังกายแล้ว ฟังก์ชันที่จำเป็นที่ควรมี และควรดูเมื่อต้องเลือกซื้อนาฬิกาออกกำลังกายซักเรือน ได้แก่

1.ฟังก์ชันการอัพเดต Software ในตัวนาฬิกา เพราะคงไม่ดีแน่หากนาฬิกาออกกำลังกายที่ซื้อมาจะไม่สามารถอัพเดต Software ที่ทันสมัยเหมือนคนอื่น ๆ ได้ เพราะตัว Software ถือเป็นหัวใจสำคัญของนาฬิกาออกกำลังกายประเภท Smartwatch เลยก็ว่าได้

2.ฟังก์ชันระบบพิกัดระบุตำแหน่ง เพื่อเอาไว้ติดตามเส้นทางที่ใช้ในการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็น GPS, GLONASS, Galileo หรือ QZSS

3.ฟังก์ชันออกกำลังกาย แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่านาฬิกาออกกำลังกาย หากขาดฟังก์ชันนี้ไปก็คงไม่เรียกว่าเป็นนาฬิกาออกกำลังกาย แต่ส่วนว่าแบรนด์ไหนรุ่นใดจะให้มาครบประเภทชนิดกีฬาเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการผลิตในแต่ละรุ่น แต่หลัก ๆ แล้วฟังก์ชันการออกกำลังกายก็ควรจะประกอบไปด้วยการจับเวลา อัตราการเผาผลาญไขมัน เป็นต้น

4.ฟังก์ชันการวัดอัตราการเต้นชีพจร ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วนาฬิกาออกกำลังกายเจ๋ง ๆ ควรมี เพราะเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่คนรักสุขภาพชื่นชอบ โดยการวัด Heart-Rate ปกติในคนทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 60 – 100 ครั้งต่อวินาที ซึ่งฟังก์ชันนี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีอาการเกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ

5.ฟังก์ชันการตรวจจับการนอนหลับ หรือที่เรียกกันว่า Sleep Tracking ซึ่งฟังก์ชันนี้ดูเผิน ๆ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย แต่อย่างไรเสียก็เป็นฟังก์ชันที่จะเป็นสำหรับใช้ในการประเมินสุขภาพเบื้องต้น เพราะแน่นอนว่าการนอนหลับพักผ่อนที่มีคุณภาพและดีเพียงพอก็ย่อมที่จะทำให้ร่างกายได้เกิดการฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนที่ถูกใช้งานไปให้กลับมามีประสิทธิภาพดังเดิม

6.ฟังก์ชันการรับส่งข้อความจากแอปพลิเคชันในมือถือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Line Facebook Instagram หรือข้อความมือถือปกติ ซึ่งฟังก์ชันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากมีธุระเร่งด่วนจำเป็น ยิ่งหากใช้รับโทรศัพท์ก็จะยิ่งเยี่ยมยอด

7.ฟังก์ชันการฟังเพลง คงจะดีไม่น้อยหาขณะที่วิ่งไป เราสามารถฟังเพลงจากนาฬิกาออกกำลังกายที่ข้อมือเราไปด้วยได้ เพราะจะทำให้การวิ่งของเราไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

อย่างไรก็ตามเมื่อเลือกซื้อหานาฬิกาออกกำลังกายที่มีฟังก์ชันการใช้งานถูกใจครบถ้วนกันแล้ว ก็อย่าลืมที่จะพาตัวเองไปออกกำลังกายกันด้วย เพราะแค่ลำพังฟังก์ชันที่มีคงไม่สามารถช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้อย่างแน่นอนหากปราศจากการลงมือปฏิบัติ

post

2 แอปพลิเคชันสำหรับนักวิ่งสุดเจ๋ง ที่มีให้โหลดทั้ง iOS และ Android

กีฬาวิ่งกำลังเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากผู้คนสมัยนี้หันมาให้ความสนใจ และใส่ใจกับการดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองกันเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงแค่เรื่องการเลือกกินอาหารที่สะอาดปลอดภัย ถูกสุขลักษณะที่ดี หรือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้น แต่การออกกำลังกายก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการมีสุขภาพที่ดีไม่แพ้กัน และกีฬาประเภทการวิ่งก็ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะกีฬาวิ่งสามารถทำได้เลยทันที เพียงแค่มีรองเท้าวิ่งเท่านั้น และยังเป็นกีฬาที่สามารถทำได้ตามลำพังเพียงคนเดียวอีกด้วย

ดังนั้นเพื่อให้เพื่อน ๆ ที่รักการวิ่ง สามารถวิ่งได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น วิ่งได้แบบไม่น่าเบื่อ เราจึงมีแอปพลิเคชันดี ๆ ที่เอาไว้คอยเก็บสถิติการวิ่งส่วนตัวเอาไว้ เพื่อคอยติดตามความก้าวหน้าในการวิ่งได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาแนะนำให้ใช้งานกัน ซึ่งต้องบอกเลยว่าแอปพลิเคชันที่คัดสรรมาให้เพื่อน ๆ ได้ลองโหลดมาใช้งานกันดูนี้ สามารถใช้งานได้บนสมาร์ทโฟนทั้งในระบบ iOS และระบบ Android และที่สำคัญยังเป็นแอปฯ ที่สามารถใช้งานได้ฟรีอีกด้วย ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยดีกว่าว่า 2 แอปพลิเคชันที่นำมาแนะนำกันนั้นมีอะไรกันบ้าง

1.Runkeeper เป็นแอปพลิเคชันที่เรียกได้ว่าใช้งานง่าย และสะดวกมาก ๆ อีกทั้งยังมีฟังก์ชันการใช้งานสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกายให้เลือกใช้งานตามความต้องการกันอย่างหลากหลาย เพราะไม่เพียงกิจกรรมสำหรับนักวิ่งเท่านั้น แต่กีฬาประเภทอื่น ๆ ก็สามารถเก็บสถิติได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยาน การเล่นโยคะ การว่ายน้ำ หรือกระทั่งการเดิน เป็นต้น โดยแอปพลิเคชันนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะลดน้ำหนักอย่างจริงจังด้วยการออกกำลังกายอีกด้วย เนื่องจากนอกจากสถิติระยะทาง ความเร็ว และเวลาที่สามารถบันทึกไว้ได้แล้ว ตัวแอปพลิเคชันยังสามารถแสดงค่าแคลอรี่ที่ใช้ไปในการออกกำลังกายแต่ละครั้งได้อีกด้วย รับรองว่าความแม่นยำในการวิเคราะห์ค่าแคลอรี่ของเจ้าแอปฯ นี้ จะสามารถช่วยให้คุณคำนวณพลังงานที่ต้องกินเข้าไปให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน

2.Nike+ Run Club แอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการวิ่งนี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักวิ่งที่ต้องการมีสังคมผู้ที่ชื่นชอบกีฬาวิ่งเหมือน ๆ กัน เพื่อเอาไว้คอยแชร์สถิติการวิ่งต่าง ๆ ที่ทำได้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กันและกัน แอปฯ นี้ จะมีการแสดงผลรายละเอียดต่าง ๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับการวิ่งในแต่ละครั้งให้ผู้ใช้งานได้รับทราบ และติดตามความคืบหน้าของการวิ่งของตนเองในแต่ละครั้งตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ข้อมูลดังกล่าวยกตัวอย่างเช่น ระยะทาง ความเร็ว เวลาที่ใช้ในการวิ่งแต่ละนาทีต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร หรือที่นักวิ่งส่วนใหญ่จะรู้จักกันดีว่า “pace ของการวิ่ง” เป็นต้น เรียกได้ว่าแค่มีแอปฯ นี้ แอปฯ เดียว ก็หมดปัญหาการเก็บสถิติการวิ่งในแต่ละวันของคุณไปได้เลย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับแอปพลิเคชันที่เรานำมาเสนอให้เพื่อน ๆ ได้ลองมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นในการนำไปใช้งานเก็บสถิติการวิ่งของเพื่อน ๆ อย่างไรก็ตามหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อน ๆ จะชอบแอปฯ ที่เราแนะนำ และมีความสุขมาก ๆ กับการออกกำลังกายโดยการวิ่งเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีกันต่อไป

post

รู้หรือไม่ “มาราธอน” มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร

กระแสการออกกำลังกายด้วยการวิ่งกำลังมาแรงมากในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้มีการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศลจากพื้นที่จังหวัดยะลาดินแดนใต้สุดของประเทศไทย ไปจนถึงจังหวัดในพื้นที่เหนือสุดแดนสยามอย่างเชียงราย โดยรวมระยะทางวิ่งทั้งหมดประมาณกว่า 2,191 กิโลเมตร ในโครงการที่มีชื่อว่า “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” เพื่อหาเงินบริจาคให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งแกนนำหลักที่เป็นตัวตั้งตัวตีทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นมา ก็คือ “นายอาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน บอดี้แสลม” นักร้องเพลงร็อคชื่อดังระดับแถวหน้าของประเทศไทย และจากกระแสของโครงการนี้นี่เองที่ทำให้การวิ่งมาราธอนได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่เพื่อน ๆ รู้กันหรือไม่ว่า “มาราธอน” นั้น จริง ๆ แล้วมีประวัติความเป็นมา ที่ไปที่มาเป็นอย่างไร

ตำนาน “มาราธอน” ก่อกำเนิดขึ้นจากสงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย

มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของมาราธอนอย่างแพร่หลายว่ากว่าเมื่อ 2,500 ปีก่อน ในสมัยที่เกิดสงครามระหว่างกองทัพกรีกกับเปอร์เซีย ณ พื้นที่ทุ่งมาราธอนนั้น ได้มีนายทหารคนหนึ่งของกองทัพกรีกซึ่งมีชื่อว่า
ฟีร์ดิปปิเดซ (Pheidippides) ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข่าวให้แก่ชาวเมืองกรีกที่กรุงเอเธนส์ให้ทราบถึงชัยชนะที่กองทัพกรีกมีเหนือกองทัพเปอร์เซีย ทั้งยังต้องการส่งข่าวให้ชาวเมืองคอยระแวดระวังทหารของกองทัพเรือเปอร์เซียเพิ่มเติม เพื่อความไม่ประมาทอีกด้วย แต่เนื่องจากระยะทางจากทุ่งมาราธอนมาถึงเมืองเอเธนส์นั้นค่อนข้างไกลมากสำหรับการวิ่งอย่างยาวนานโดยไม่ได้พักเลยประมาณ 40 กิโลเมตร (24.85 ไมล์) ทำให้ทหารผู้ทำหน้าที่ส่งข่าวถึงแก่ความตายทันทีหลังจากที่เขาได้ประกาศข่าวแก่ชาวเมืองว่า “เราชนะแล้ว”

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกผู้หนึ่งที่มีนามว่า เฮโรโดตัส (Herodotus) ได้ให้ข้อมูลอีกแบบหนึ่งว่า ฟีร์ดิปปิเดซมิได้เดินทางจากทุ่งมาราธอนไปกรุงเอเธนส์เพื่อประกาศชัยชนะแต่อย่างใด แต่เขาได้วิ่งจากกรุงเอเธนส์เพื่อไปขอความช่วยเหลือทางด้านกองกำลังจากสปาร์ตาต่างหาก และระยะทางวิ่งไปกลับก็ประมาณ 240 กิโลเมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากแหล่งอื่นที่กล่าวกันว่าคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข่าวนั้นแท้จริงแล้วมีชื่อว่า “ฟีร์ลิปปิเดซ (Philippides)” ต่างหาก แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าประวัติความเป็นมาที่ถูกต้องตามความเป็นจริงนั้นจะเป็นอย่างไร แต่นี่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นและที่มาของกีฬาวิ่งประเภท “มาราธอน” ในปัจจุบัน

จากประวัติความเป็นมาดังกล่าว นี่จึงเป็นที่มาของสาเหตุหลักสำคัญที่นักกีฬาที่จะทำการลงแข่งขันวิ่งมาราธอน จะต้องมีการเตรียมพร้อมร่างกายตัวเองเป็นอย่างดี ไม่เพียงแค่การซ้อมวิ่งในแต่ละวันก่อนการแข่งขันเพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมสำหรับมาราธอนเท่านั้น แต่ในเรื่องของการเตรียมตัวในด้านโภชนาการอาหารการกินก็จำเป็นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ระหว่างการวิ่งมาราธอนจะต้องมีการพักดื่มน้ำบ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายเหนื่อยล้า หรือขาดน้ำมากเกินไป จนส่งผลอันตรายต่อร่างกายร้ายแรงได้นั่นเอง

post

ประเทศไทย กับ การจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การวิ่ง เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่สามารถเล่นได้ทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมายอะไรเลยในการออกกำลังกาย เพียงแค่มีรองเท้าวิ่งดีดีซักคู่ กับใจที่อยากมีสุขภาพที่ดี เท่านี้ ก็สามารถที่จะออกไปโลดแล่นในสนามวิ่ง ทั้งในแบบสนามที่เป็นทางการตามสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือจะเป็นเส้นทางในสวน หรือตามถนนในหมู่บ้านกันได้แล้ว จะว่าไปแล้วปัจจุบันกิจกรรมการวิ่งในประเทศไทยนั้นถูกจัดขึ้นกันอย่างต่อเนื่องและแพร่หลาย ทำให้เกิดนักวิ่งมือใหม่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี

โดยระยะที่จัดให้มีการแข่งขันกัน ก็มีหลาย ๆ ระยะให้เลือกด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะเริ่มต้นอย่าง Fun Run 5 กิโลเมตร ระยะมินิมาราธอน 10.50 กิโลเมตร ระยะฮาฟมาราธอน 21.10 กิโลเมตร หรือจะเป็นระยะฟูลมาราธอน 42.195 กิโลเมตร เป็นต้น และสำหรับใครที่มีความสนใจเกี่ยวกับการจัดงานแข่งขันวิ่งในประเทศไทย วันนี้เรามีประวัติความเป็นมาของการจัดงานวิ่งมาราธอนครั้งแรกในประเทศไทยมาฝากกันดังนี้

การจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนครั้งแรกในประเทศไทย

การแข่งขันมาราธอนที่ถูกจัดครั้งแรกในประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2530 ซึ่งนับเป็นปรากฎการณ์การวิ่งมาราธอนที่หลาย ๆ คนในยุคสมัยนั้นประทับใจไม่รู้ลืม โดยงานวิ่งในครั้งนั้นใช้ชื่อว่า “งานวิ่งลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ (Royal Marathon Bangkok)” โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนั้นขึ้นมามีด้วยกันหลายประการ อาทิ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสการเปิดใช้งานสะพานพระราม 9 ซึ่งเป็นสะพานที่ใช้สัญจรไปมาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และเพื่อเป็นการร่วมถวายพระพรให้กับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทยที่มีพระชนมายุครบ 5 รอบในขณะนั้น นอกจากนี้ยังเป็นการจัดงานเพื่อระดมทุนที่จะใช้ในการสร้างอาคารสยามมินทร์ ซึ่งเป็นอาคารแห่งหนึ่งที่ไว้ใช้สำหรับรองรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชอีกด้วย

โดยการจัดการแข่งขันในครั้งนั้น นอกจากระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ที่แบ่งออกเป็นรุ่นอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และรุ่นทั่วไปที่ไม่จำกัดอายุแล้ว ยังมีรายการอื่น ๆ อีกด้วย ได้แก่ รายการระยะฮาฟมาราธอน 2 รุ่นเช่นเดียวกับระยะมาราธอน รายการระยะมินิมาราธอน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รุ่น คือ รุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี รุ่นอายุระหว่าง 20-40 ปี และรุ่นอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ทั้งนี้มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร ที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุดถึง 80,000 คน โดยประกอบไปด้วยผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งนี้เพื่อน ๆ สามารถไปหาชมภาพบรรยากาศงานวิ่งครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยกันได้ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเห็นถึงจุดเริ่มต้นการจัดการแข่งขันมาราธอนครั้งแรกในประเทศไทยกันได้อย่างเต็มอิ่ม

อย่างไรก็ดีต่อให้เพื่อน ๆ จะอยากออกกำลังกายโดยการวิ่งเพราะวัตถุประสงค์ใด แต่สิ่งสำคัญก็คือการใส่ใจสุขภาพ และวิธีการวิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายประเภทนี้โดยปราศจากซึ่งอาการบาดเจ็บใด ๆ โดยที่ไม่จำเป็น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในซักวันเพื่อน ๆ จะสามารถเก็บรายการการวิ่งได้ทุก ๆ ระยะดังที่กล่าวมา